
อินโดฯลั่นป้องธุรกิจบาติก
สยายปีกกันชาติอื่นฉวยใช้ประโยชน์เล็งขยายการส่งออกสู่ตลาดอาเซียน
สยายปีกกันชาติอื่นฉวยใช้ประโยชน์เล็งขยายการส่งออกสู่ตลาดอาเซียน
อินโดนีเซียเข้มงวดปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาผ้าบาติก หวังขยายการส่งออกตลาดเออีซีในปีหน้า
ปังกาห์ ซูซานโต รัฐมนตรีอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย เปิดเผยระหว่าง “งานแสดงมรดกทางวัฒนธรรมผ้าบาติก ครั้งที่ 7” ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาด้านผ้าบาติก เพื่อคงศักยภาพการแข่งขันในยุคการค้าเสรี
ซูซานโต กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันความต้องการผ้าบาติกในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดส่งออกผ้าบาติกของแดนอิเหนาเติบโตอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจาการ์ตาจึงจำเป็นต้องกำหนดให้ผ้าบาติกเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” เพื่อป้องกันชาติอื่นนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของอินโดนีเซียไปใช้ประโยชน์
จากสถิติของกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ว่า มูลค่าส่งออกผ้าบาติกของอินโดนีเซียจากเดิมที่ 32 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,024 ล้านบาท) ในปี 2008 ขยายตัวเป็น 300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,600 ล้านบาท) ในปี 2013 โดยตลาดส่งออกผ้าบาติกขนาดใหญ่ ได้แก่ สหรัฐ เยอรมนี และเกาหลีใต้
อย่างไรก็ดี สัดส่วนการส่งออกของผ้าบาติกยังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับการส่งออกสิ่งทอโดยรวมทั้งหมดของอินโดนีเซีย ซึ่งมีมูลค่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.16 แสนล้านบาท)
ด้าน บูชาร์มาอิดดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย กล่าวว่า อุตสาหกรรมผ้าบาติกควรเพิ่มศักยภาพไม่เฉพาะขั้นตอนการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำการตลาดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย (เออีซี) ที่อุตสาหกรรมผ้าบาติกยังมีศักยภาพในการเติบโต
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมผ้าบาติกควรเสริมความแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศ ขณะเดียวกับการเข้าไปแข่งขันในตลาดอาเซียนด้วยเช่นกัน
“เออีซเป็นตลาดใหม่ที่มีประชากรราว 600 ล้านคน แต่ครึ่งหนึ่งเป็นคนอินโดนีเซีย ฉะนั้นอุตสาหกรรมผ้าบาติกไม่ควรทิ้งตลาดภายใน” บูชาร์มา กล่าว
ทั้งนี้ จำนวนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในอินโดนีเซียที่มีอยู่ราว 3.4 ล้านแห่ง เป็นเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมผ้าบาติกถึง 20% ขณะที่ผ้าบาติกระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าในอุตสาหกรรมถึง 50% ถึงแม้จะมีสัดส่วนการขายเพียง 5% ของผ้าบาติกทั้งหมดก็ตาม ดังนั้นอุตสาหกรรมผ้าบาติกของอินโดนีเซียจึงยังมีช่องว่างในการขยายธุรกิจอีกมาก







