
แก้ที่ต้นเหตุ
ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงมาก แม้จะมีรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงานแล้วก็ตาม
ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงมาก แม้จะมีรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงานแล้วก็ตาม
ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาในช่วงนี้ สะท้อนถึงปัญหาของประเทศที่นับวันยิ่งรุนแรงขึ้น ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
เริ่มจากตัวเลขส่งออก ล่าสุดเดือน ส.ค. 2557 มีมูลค่า 18,943 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 7.4% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และมีอัตราติดลบมากสุดในรอบ 32 เดือน นับจากเดือน ธ.ค. 2554 ปัจจัยหลักมาจากการติดลบของการส่งออกสินค้าประเภททองคำและน้ำมันสำเร็จรูป ที่ลดลงถึง 92.9% และ 16.1% ตามลำดับ
สำหรับอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรขยายตัว 2.7% จากการส่งออกข้าวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่มันสำปะหลัง ผัก ไก่สด และน้ำตาลทราย ยังได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกช้ากว่าคาดการณ์ ทำให้ทุกตลาดติดลบ 416%
ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. 2557 ติดลบ 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี เป็นการติดลบต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 17 ซึ่งอุตสาหกรรมที่ฉุดให้การผลิตโดยรวมลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องประดับ น้ำตาล การกลั่นน้ำมัน และเครื่องแต่งกาย
สมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สินค้าอุตสาหกรรมยังเผชิญกับแรงกดดันที่การบริโภค ในประเทศยังชะลอตัว ในขณะที่การส่งออกยังไม่ดีขึ้น ล่าสุดการส่งออกภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. ก็ติดลบประมาณ 7% ตลาดที่ดีขึ้นมีเพียงยุโรปและญี่ปุ่น ขณะที่จีนและสหรัฐไม่ดีขึ้น
ปัญหาภาคการส่งออกไทย นอกจากเผชิญกับภาวะตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ขณะเดียวกันมีการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่าไทย ซึ่งปัญหานี้หากไม่รีบแก้ไข จะยิ่งทำให้ภาคการส่งออกมีปัญหามากขึ้น
ทั้งนี้ ไทยจะต้องเร่งสร้างความแตกต่างจากเพื่อนบ้าน ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ขณะที่หากจะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ประเทศเป็นผู้ค้า หรือเทรดเดอร์ หรือการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล ก็อาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรเพื่อรองรับ
ดังนั้น แม้รัฐบาลจะประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตแรกออกมาด้วยมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ก็ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นให้ฟื้นขึ้นมาได้ เพราะยังไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า มาตรการภาพรวมส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่ และที่ค้างอยู่ ซึ่งเราดึงออกมาเพื่อปฏิบัติงานเร่งด่วน โดยแยกประเภทคือ 1.เรื่องการซ่อมแซมทุกกระทรวง ทบวงกรม เราเน้นการสร้าง เพราะต้องสำรวจอีกครั้งว่าจะคุ้มค่า มีความจำเป็นหรือไม่ ทุกอย่างจะเร่งซ่อม และนำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ จ้างงาน เพื่อให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น มีเม็ดเงินหมุนเวียนขึ้น
2.เรื่องการดูแลเกษตรกรที่มีรายได้น้อย เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่จะมีต่อไปในอนาคต เช่น กลุ่มชาวนา รวมถึงอีกหลายกลุ่มที่มีความเดือดร้อนจะทยอยแก้ทีละกลุ่ม เพราะเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมายาวนานแล้ว ไม่สามารถแก้ได้ในเวลาอันจำกัดทั้งระบบ แต่เราพยายามจะทำให้เป็นระบบให้ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีมาตรการเร่งด่วนมาแก้ไข ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะลงไปสู่ประชาชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้อนุมัติในหลักการไปหมดแล้ว ในวงเงิน แสนกว่าล้านบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คาดหวังอย่างนั้น และเป็นวิธีการแก้ปัญหาตามหลักการอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่อยู่ที่วิธีการตัดสินใจ ซึ่งครม.และทุกกระทรวง ทบวง กรม เห็นชอบร่วมกัน โดยการขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น2อย่างคือ 1. งบประมาณปี 58 หรืองบปี 57 ที่ค้างอยู่ยังไม่ดำเนินการและ 2.ที่เราให้กระทรวงการคลังไปตามเก็บมาเพิ่มอีก เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเราพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว ทั้งงบประมาณใช้จ่ายภาครัฐ มาตรการทางภาษี ทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาตามหลักการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เขาทำกัน แต่ของเราคนที่มีผลกระทบ รายได้น้อยมีจำนวนมากเราต้องแก้ไปตามลำดับ ดูแลทุกคน
เมื่อถามว่า ตอนนี้ตัวเลขส่งออกติดลบ จะแก้ปัญหาอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องไปดูว่าติดลบเพราะอะไร คงไม่ใช่เป็นความบกพร่องของเราแต่ฝ่ายเดียว การส่งออกติดลบไม่ใช่ส่งของไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขาไม่ซื้อ เพราะกำลังการซื้อน้อยลง เศรษฐกิจโลกกำลังจะลง นั่นคือสิ่งที่เราต้องเตรียมการในวันข้างหน้า ที่เราเข้ามาวันนี้เราได้เตรียมการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไว้ แต่จะเกิดผลได้ทันทีคงยาก ต้องใช้เวลา เราจะแก้วันนี้ให้ได้ก่อน จะต้องขยายตลาดเพิ่มอย่างไร และดูมาตรการต่างๆ
เมื่อถามว่าถ้าเศรษฐกิจในปีนี้ไม่โตตามที่คาดไว้ จะถือว่าเป็นความผิดเพราะการบริหารของรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอบยาก เรามาแก้ปัญหาขณะนี้ และเราแก้ปัญหาแบบที่ใครเขาไม่เคยที่จะกล้าแก้มาก่อน เรามาแก้ปัญหาเป็นระบบ ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำ เราแก้ให้เป็นระบบมากขึ้น
“ถ้าจะเป็นความผิดของเราก็แล้วแต่สังคม ถ้าอยากจะเป็นแบบเดิมก็เอา ผมคิดว่าอย่าเอามาเป็นสิ่งที่ว่าไม่เรียบร้อย ไม่ดีแล้วเอามาโทษ มาหาว่าเราไม่ดี ใช่ผมรับผิดชอบ เพราะผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่ประเด็นสำคัญปัญหาเหล่านี้สะสมมานานแค่ไหน ลองไปทบทวนดูว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง และในอดีตแก้ปัญหามาอย่างไร วันนี้มาแก้ปัญหาอีกวิธีการหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนแต่ต้องใช้เวลา ฉะนั้นคำว่าใช้เวลาต้องพิจารณาดู เวลาที่ว่าควรจะยังไง ถ้าเราทำได้เร็วก็จบ ถ้าทำไม่ได้เร็วก็ว่ากันต่อไปผมไม่รู้”พล.อประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า มาตรการเศรษฐกิจที่อนุมัติไป คาดว่าจะทำให้ค่าจีดีพีสูงขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราคาดการณ์ไม่ได้ขนาดนั้น เพราะเม็ดเงินจะลงยังไม่ลงไปเลย เราทำเร็วที่สุดแล้วและเต็มที่แล้ว แต่ต้องเข้าใจว่าผ่านขั้นตอนเยอะ ทั้งนี้การใช้จ่ายงบประมาณได้มาเป็นก้อน แต่มาเป็นเอกสาร และเวลานี้อยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งจะต้องเบิกเม็ดเงินมาตั้งโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ
เมื่อวันที่ 29 กันยายน นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างหนังสือพิมพ์มติชนรายวันประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนสิงหาคม 2557 มีมูลค่า 18,943 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 7.4% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และมีอัตราติดลบมากสุดในรอบ 32 เดือน นับจากเดือนธันวาคม 2554 ปัจจัยหลักมาจากการติดลบของการส่งออกสินค้าประเภททองคำและน้ำมันสำเร็จรูป ติดลบ 92.9% และ 16.1% ตามลำดับ แม้จะเป็นสัดส่วนเพียง 7.1% ของการส่งออกรวม แต่ 2 รายการนี้ รวมกันติดลบถึง 47.98% มูลค่าหายไปกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการลดลงของทองคำเป็นไปตามแนวโน้มการลงทุนทองคำชะลอตัว รวมทั้งได้นำเข้าทองจากฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดนำเข้าทองคำจากไทยลดลง และตลาดสวิตเซอร์แลนด์ยังไม่ฟื้นตัว ทั้ง 2 ตลาดนี้สัดส่วน 62% ของส่งออกทองคำทั้งหมด ส่วนอีกสัดส่วน 92.9% ติดลบ 1.48% มีมูลค่า 17,588 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 2.7% จากการส่งออกเป็นบวกในกลุ่มข้าว มันสำปะหลัง ผัก ไก่สด และน้ำตาลทราย และการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกช้ากว่าคาดการณ์ ทำให้ทุกตลาดติดลบ 416% อีกทั้งค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 30.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 3132 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ 8 เดือนแรกของปี 2557 การส่งออกยังติดลบ 1.36% มูลค่า 150,543.9 ล้านเหรียญสหรัฐ
การนำเข้าติดลบหนักรอบ3เดือน
นางนันทวัลย์กล่าวว่า การนำเข้าเดือนสิงหาคม 2557 มีมูลค่า 17,797 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 14.17% เป็นการติดลบหนักอีกครั้งในรอบ 3 เดือน เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศและการส่งออกในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัว รวมถึงความต้องการซื้อรถยนต์ตามนโยบายรถยนต์คันแรกหมดลง ส่วนใหญ่มีการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรมาแล้วหลังประเทศไทยประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จึงทำให้กลุ่มสินค้าทุน ติดลบ 21.1% ส่วนกลุ่มวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภค/บริโภค และสินค้ายานพาหนะ 10.2% 7.1% 24.2% และทำให้ 8 เดือนแรก การนำเข้าติดลบ 12.69% มูลค่ารวม 150,263 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเดือนสิงหาคม 2557 ไทยได้ดุลการค้า 1,146 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 8 เดือน มีดุลการค้าสะสม 280.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
ไม่ได้ตกใจศก.โลกฟื้นตัวช้า
"ไม่ได้ตกใจกับตัวเลขที่ติดลบ แม้เดิมนั้นเราคาดการณ์ดีกว่านี้ แต่เพราะเศรษฐกิจโลกไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ แต่เราก็ยังอยากได้ตัวเลขเป็นบวก เชื่อว่าการส่งออกที่เหลือของปีนี้จะดีขึ้นจากความต้องการสินค้าในเทศกาลปีใหม่และแผนการกระตุ้นการส่งออก ทั้งปีน่าจะขยายตัว 0.51% ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมกำหนดไว้ 33.5% ส่วนเป้าหมายส่งออกปีหน้า ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ จะมีการประชุมระดมความเห็นจากภาคเอกชน นักวิชาการ และหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เพื่อสรุปแผนส่งเสริมการส่งออกและกำหนดเป้าหมายส่งออก ใน วันที่ 20 ตุลาคม พร้อมกับนโยบาย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์" นางนันทวัลย์กล่าว







