
"โปรการ์ด" เข้ากรุงบริการรักษาความปลอดภัย
ธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในรูปแบบการว่าจ้างจากภายนอก (เอาต์ซอร์สซิง)
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในรูปแบบการว่าจ้างจากภายนอก (เอาต์ซอร์สซิง) มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มภาครัฐและเอกชน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่หันมาใช้บริการดังกล่าวเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้กลุ่มธุรกิจโปรการ์ด ภายใต้บริษัท ชัยภูมิโปรการ์ด จาก จ.ชัยภูมิ เตรียมหันหัวรบธุรกิจรักษาความปลอดภัยจากภูธรเข้ามาอารักขาเมืองกรุงในเชิงรุกนับจากนี้
ยุทธพงค์ ทิพย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจของโปรการ์ด บริษัท ชัยภูมิโปรการ์ด กล่าวถึงธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัยในขณะนี้มีแนวโน้มเติบโตสูง จากปัจจัยสำคัญ คือ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ต่างต้องการบริษัทผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีประสบการณ์และความรับผิดชอบ รวมไปถึงกลุ่มมหาเศรษฐีและนักลงทุนทั้งหลายก็ให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าวมากขึ้น เพื่อติดต่อจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยไปเฝ้าทรัพย์สินเช่นกัน
จากแนวโน้มดังกล่าว ผลักดันให้ธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัยมีมูลค่าตลาดเติบโตต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มธุรกิจนี้ต่างหันมาแข่งขันกันที่บริการและบุคลากรซึ่งเป็นของหายาก บวกกับต้องมีการจัดอบรมความรู้ ความเชี่ยวชาญ การป้องกันตัว และการป้องกันอัคคีภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับอนาคตที่จะมีการเอาต์ซอร์สผ่านบริษัทรักษาความปลอดภัยสูงขึ้น
สำหรับความต้องการว่าจ้างบริษัทบริการรักษาความปลอดภัยนั้น มาจากปัจจัยหลัก คือ สามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ลดเวลาในการบริหารจัดการ และการจัดหาบุคลากรในระยะยาวได้ เนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเวรยาม ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังจะต้องรับผิดชอบในเรื่องของสวัสดิการด้านต่างๆ อีกด้วย หากเทียบกับในกรณีที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทเอง ทักษะก็จะแตกต่างกัน ทำให้สะดวกที่จะใช้บริการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยข้างนอกมากกว่าที่จะดำเนินการเอง
ทั้งนี้ บริษัทได้วางแผนขยายธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัย โดยจะรุกเข้ามาทำตลาดในกรุงเทพฯ มากขึ้น ล่าสุดได้ทำสัญญาเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัยในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา จากปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มลูกค้าทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน อาทิ การไฟฟ้า ศาลากลาง โรงพยาบาล บริษัท เสริมสุข คลังสินค้าปูนซิเมนต์ไทย เป็นต้น และยังเตรียมความพร้อมขยายธุรกิจดังกล่าวเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ด้วย โดยอยู่ระหว่างสรรหาบุคลากรที่มีประสบการณ์ มีความชำนาญในวิชาชีพนี้
สำหรับลักษณะธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย หรือ ธุรกิจให้บริการรับจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัย(รปภ.) นอกจากจะให้บริการรักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆแล้ว ยังให้บริการรักษาความปลอดภัยด้านอื่นๆด้วย ได้ แก่ รักษาความปลอดภัยให้กับบุคคล ให้บริการรถนิรภัยสำหรับขนเงินสด และของมีค่าจัดระบบรักษาความปลอดภัยในสถานที่โดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ
โดยปัจจุบันบริษัท แบ่งลูกค้าเป็น2กลุ่มหลัก คือ ลูกค้าภาครัฐ หน่วยงานทางราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงในจุดที่มี ความสำคัญ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า/รถไฟใต้ดิน เส้นทางคมนาคม สถานีรถบริการขนส่งสาธารณะต่างๆ ลูกค้าภาคเอกชน ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ โรงแรม สถานทูตต่างๆ โรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมและอพาร์ทเม้นท์ หมู่บ้านจัดสรร ร้านขายทอง ร้านขายอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น
“กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะมีการจ้าง รปภ. และมีการติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งจากความต้องการที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันในตลาดมีการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มบริษัทต่างชาติและบริษัทคนไทย โดยอัตราบริการอยู่ระหว่าง 1.82.5 หมื่นบาท/คน/เดือน มากน้อยขึ้นอยู่กับความยากง่ายและจำนวนทรัพย์สินด้วย” ยุทธพงค์ กล่าว
พร้อมกล่าวถึงกุญแจที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จนั้น มาจากการบริหารองค์กรอย่างเป็นระบบ และบุคลากรที่ได้ประสิทธิภาพ โดยพนักงานทุกนายจะได้รับการฝึกโดยผู้ทรงคุณวุฒิ คณะวิทยากร และครูฝึกซึ่งมีประสบการณ์ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐในหลักสูตรต่างๆ ทั้งการรักษาความปลอดภัยของสถานที่ บุคคล และทรัพย์สิน การต่อต้านอัคคีภัย และการบรรเทาสาธรณภัย การจัดการจราจร และการให้สัญญาณจราจร การต่อสู้ป้องกันตัว และการใช้อาวุธ เช่น มีด กระบอง ฯลฯ โดยโปรการ์ดยังได้สร้างศูนย์ฝึก ‘โปรการ์ด เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์’ ที่สามารถรองรับผู้เข้าฝึกได้ 250 คนขึ้นไปในแต่ละรุ่นโดยในปี 2557 กลุ่มโปรการ์ดฯ วางเป้าหมายอัตราการเติบโตธุรกิจ ไม่น้อยกว่า 15% ต่อปี หรือมีรายได้ธุรกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท/ปี
ทั้งนี้ คาดว่าธุรกิจในระบบรักษาความปลอดภัย มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากกว่า 30% หรือมีมูลค่าทางการตลาดสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท/ปีทีเดียว







