
เหยียดเพศ
โลกเรานี่เหยียดกันได้ทุกอย่างจริงๆ นะครับ
โลกเรานี่เหยียดกันได้ทุกอย่างจริงๆ นะครับ
มนุษย์เราที่ยกย่องตัวเองกันว่าเป็น “สิ่งมีชีวิตที่เจริญแล้ว” กลับมีวิธีดูถูกผู้อื่นหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เหยียดฐานะ เหยียดสีผิว เหยียดชาติพันธุ์ ยัน “เหยียดเพศ”
เมื่อไม่กี่วันมานี้ เสียงข้างมาก 69 เสียงจาก 81 เสียงในสภาระดับภูมิภาคของเขตปกครองพิเศษอาเจะห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวมุสลิมอาศัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย ได้ผ่านกฎหมายลงโทษผู้มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน
กฎหมายระบุว่าชายที่มีเพศสัมพันธ์กันทางทวารจะถูกเฆี่ยน 100 ครั้ง “ต่อหน้าที่สาธารณะ” สำหรับหญิงที่ใช้ส่วนใดของร่างกายถูไถกับเพศเดียวกันเพื่อความพึงพอใจทางเพศก็จะถูกลงโทษเช่นเดียวกัน
จริงๆ ถ้าว่ากันตามหลักศาสนาอิสลาม เรื่อง “เพศทางเลือก” ถือเป็น “บาป” เป็นเรื่องต้องห้าม ละเมิดคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน ถึงขั้นมีเรื่องเล่าว่าพระอัลเลาะห์ลงโทษกลุ่มชนชาวนบีลูฏที่ผู้ชายนิยมมีเพศสัมพันธ์กันเอง ด้วยการพลิกแผ่นดินบริเวณนั้นขึ้นมาแล้วฟาดกลับลงอย่างแรง จนกลายเป็นทะเลสาบเดดซีในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินเรื่องความเชื่อทางศาสนาอิสลามอีกหลายเรื่อง เช่น การเอากำแพงมาทับบุคคลที่เป็นเพศทางเลือก
ดังนั้น หากชาวมุสลิมในเขตปกครองพิเศษอาเจะห์นับถือศาสนาและปฏิบัติตามคำสอนกันเข้มข้นอยู่แล้ว กฎหมายใหม่ที่ผ่านสภาครั้งนี้ก็คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก
ประเด็นอยู่ที่ว่ากฎหมายที่ออกมาฉบับนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะกับผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่มีผลต่อทุกคนที่อาศัยอยู่ในอาเจะห์
แม้ปัจจุบันจะมีผู้นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจากอิสลาม อาศัยอยู่ในอาเจะห์เพียงแค่ประมาณ 1% แต่ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นก็ติดร่างแหของกฎหมายฉบับนี้ไปด้วย ซึ่งสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนอย่างไม่เท่าเทียม
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาอินโดนีเซียยังเป็นเพียงชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกสภาสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติโหวตต่อต้าน เพราะมีการเหยียดเพศอย่างรุนแรงในลักษณะดังกล่าว
ในช่วงเวลาเดียวกันรัฐสภาอินโดนีเซียยังได้ผ่านกฎหมายเร่งด่วนฉบับหนึ่ง ยกเลิกการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่น อาทิ ผู้ว่ากรุงจาการ์ตา และนายกเทศมนตรี โดยตรง ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการเหยียดความรู้ของผู้อื่นในประเทศ จนทำให้เกิดการประท้วงอยู่บ้างในขณะนี้
การกระทำดังกล่าวยังถูกต่อว่าต่อขานอีกว่า อาจทำให้ประชาธิปไตยอินโดนีเซียถอยหลังลงคลองที่สุดในรอบ 10 ปี หลังจากที่เริ่มให้ประชาชนเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นโดยตรงครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 และเป็นการตัดช่องทางเติบโตของนักการเมืองหน้าใหม่ในอินโดนีเซีย ที่อาจเติบโตขึ้นมาแบบโจโก วิโดโด อดีตผู้ว่ากรุงจาการ์ตา และว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย
ว่ากันว่าในโลกยุคปัจจุบัน ใครจะไปลงทุนที่ไหนจะดูภาพลักษณ์หลายส่วน ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ ภาพลักษณ์ของประเทศนั้นๆ
การที่รัฐบาลท้องถิ่นออกกฎหมายเหยียดเพศโดยส่งผลกระทบต่อผู้นับถือศาสนาอื่นด้วย ประกอบกับการถอยหลังด้านประชาธิปไตย ดูเหมือนจะทำให้ภาพลักษณ์อินโดนีเซียดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
งานนี้ท่าทางจะ “งามไส้” ว่าที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แน่ๆ







