posttoday
ความสำคัญของอาเซียนต่อชาวอาทิตย์อุทัย(จบ)

ความสำคัญของอาเซียนต่อชาวอาทิตย์อุทัย(จบ)

01 ตุลาคม 2557

เอกชนญี่ปุ่นสนใจลงทุนนอกประเทศในอุตสาหกรรมอะไร

เอกชนญี่ปุ่นสนใจลงทุนนอกประเทศในอุตสาหกรรมอะไร

ผลสำรวจของ JapaneseAffiliated Companies in Asia and Oceania for Fiscal Year 2013 ของ JETRO (Japan External Trade Organization) แสดงให้เห็นถึงความสนใจของบริษัทญี่ปุ่นในธุรกิจการเงิน ประกัน สื่อสาร และซอฟต์แวร์เป็นพิเศษ ซึ่งหากดูเฉพาะในกลุ่มอาเซียนจะพบว่าภาคธุรกิจญี่ปุ่นสนใจที่จะขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและก่อสร้างของพม่าและอุตสาหกรรมผลิตจักรยานยนต์ในกัมพูชา นอกจากนี้ JETRO ยังวางแผนจะเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกที่ สปป.ลาว ทำให้คาดได้ว่าญี่ปุ่นน่าจะส่งเสริมการลงทุนใน สปป.ลาวมากขึ้น

ทำไมญี่ปุ่นถึงเห็นว่าประเทศในอาเซียนน่าลงทุนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

คำตอบอยู่ที่ Growth

เพราะอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่ยังมีอายุเฉลี่ยของประชากรวัยหนุ่มสาวในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นตลาดเกิดใหม่ซึ่งมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เมื่อเป็นดังนี้คนในอาเซียนก็ย่อมต้องการบริโภคมาก ซึ่งจะช่วยทดแทนตลาดภายในประเทศญี่ปุ่นที่ลดลงทั้งจากอำนาจซื้อและสัดส่วนประชากรวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นพลังในการบริโภคที่ลดลง

ภูมิภาคอาเซียนมีประชากร 617 ล้านคน หรือ 8.9% ของประชากรโลก และมีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและอินเดีย ทั้งยังมีสัดส่วนชนชั้นกลางจำนวนมาก ทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูงและมีศักยภาพในการเติบโต

จำนวนแรงงานที่มีพร้อมและค่าแรงที่ยังไม่สูงมากก็เป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาในอาเซียน นอกจากนี้ การเปิด AEC ในปี 2015 จะทำให้บริษัทในภูมิภาคสามารถขยายธุรกิจข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น และเป็นการส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับจีนเริ่มเกิดปัญหาจากข้อบาดหมางของเกาะ Senkaku/Diaoyu ทำให้อาเซียนได้ประโยชน์ทางการค้าจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

ผลกระทบต่อประเทศไทย

แม้ว่าไทยจะมีส่วนแบ่งในตลาด FDI ในอาเซียนมากที่สุด เพราะภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นจุดศูนย์กลางกระจายสินค้า และมีระบบ Supply Chain ด้านยานยนต์ที่ครบวงจร แต่ FDI จากญี่ปุ่นที่เข้ามายังไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง โดยไปเน้นการลงทุนจากภาค Manufacturing ไปสู่ภาค Nonmanufacturing มากขึ้น

หนึ่งในการเจรจาทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ Mitsubishi UFJ Financial Group ที่ได้เข้ามาซื้อหุ้นในสัดส่วน 72% ของ Bank of Ayudhya (BAY) ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย โดยมีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 536 พันล้านเยน หรือ 5.23 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ธุรกิจประกันก็มีบริษัทประกันที่ใหญ่อันดับ 5 ของญี่ปุ่น คือ Meiji Yasuda เข้ามาซื้อหุ้นของ Thai Life Insurance ในสัดส่วน 15% มูลค่า 70 พันล้านเยน หรือ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนธุรกิจค้าปลีกก็มีบริษัท Saha Lawson ซึ่งเป็น Joint Venture ระหว่าง Saha Group ของไทย (ถือหุ้น 50%) และ Lawson Asia Pacific ของญี่ปุ่น (ถือหุ้น 49%) ก็มีแผนขยายร้าน Lawson 108 ในประเทศไทยให้มีจำนวนถึง 1,000 ร้าน ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้

ดังนั้น แม้กระแส FDI ที่ไหลเข้ามาในไทยจะลดน้อยลงจากปัญหาทางการเมืองตั้งแต่เดือน พ.ย. 2013 แต่ไทยก็น่าจะฟื้นตัวจากปัญหาทางการเมืองที่คลี่คลายและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และน่าจะยังคงเป็นจุดหมายหลักสำหรับการควบรวม (M&A) ของญี่ปุ่นกับบริษัทในอาเซียนต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการ เช่น ธุรกิจการเงินและประกันที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจมาก เพราะเชื่อว่าจะรองรับอำนาจซื้อของกลุ่มชนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน