
เลือกหุ้น Laggard ต่อ BTS-BEC-AIT เด่น
ตลาดหุ้นไทยที่มาแรงแซงหน้าตลาดหุ้นต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มาจากแรงซื้อหุ้นตัวใหญ่จนผลักดันให้ดัชนีหุ้นปิดทะลุ 1,600 จุดไปเรียบร้อย ส่วนการลงทุนในสัปดาห์นี้ คาดว่าการปรับฐานของตลาดยังมีอยู่หลังจากปรับขึ้นจนพีอีสูงกว่า 16.2 เท่า และสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายภาครัฐแล้ว
ตลาดหุ้นไทยที่มาแรงแซงหน้าตลาดหุ้นต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มาจากแรงซื้อหุ้นตัวใหญ่จนผลักดันให้ดัชนีหุ้นปิดทะลุ 1,600 จุดไปเรียบร้อย ส่วนการลงทุนในสัปดาห์นี้ คาดว่าการปรับฐานของตลาดยังมีอยู่หลังจากปรับขึ้นจนพีอีสูงกว่า 16.2 เท่า และสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายภาครัฐแล้ว
กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้นที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดโดยรวม หรือ Laggard ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง เช่น บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 56 บาท จากปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากสามารถออกอากาศคู่ขนานช่องอะนาล็อกได้ รวมทั้งเดินเกมรุกในช่องดิจิทัลทั้ง 3 ช่อง ตั้งแต่ต้นปีหน้า ขณะที่ผลตอบแทนเงินปันผลสูงเกือบ 5%
นอกจากนั้น หุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ก็น่าสนใจ ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 12 บาท นอกจากให้เงินปันผลสูง และมีแผนซื้อหุ้นคืนรองรับทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลง ที่จำกัดมากขณะที่มีโอกาสได้กำไรกว้างถึง 21% และบริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี(AIT) ก็เป็นหุ้นเด่นให้มูลค่า 51 บาท เนื่องจาก Laggards ที่มีพื้นฐานเด่น และพีอีต่ำ ด้วยประเด็นหนุนที่เป็นบริษัทประมูลงานโครงการไอซีทีภาครัฐ ดันให้กำไรปีนี้เด่นสุดในกลุ่ม คาดจะเติบโตถึง 25% ขณะที่คาดกำไรปีหน้าเติบโตราว 11%
ในสัปดาห์นี้รัฐบาลจะมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าน่าจะเป็นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถทำได้ทันที และหวังผลได้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี อาทิ การเร่งรัดลงทุนในโครงการขนาดเล็กที่ได้ผ่านการพิจารณามาแล้ว การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถทำได้รวดเร็วและมีเม็ดเงินออกสู่ระบบ จึงน่าจะเป็นปัจจัยบวกที่หนุนภาวะการลงทุนในตลาดหุ้น
นอกจากนี้ ยังคาดหมายได้ว่าน่าจะเห็นความคืบหน้าของการประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่บางส่วน เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว และรถไฟทางคู่บางสาย
“แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะเป็นผลดีต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มท่องเที่ยวโรงแรม และกลุ่มค้าปลีก สำหรับมาตรการระยะกลางยาวจะเน้นไปที่การปรับโครงสร้างเรื่องต่างๆ เช่น การปรับโครงสร้างภาษี เป็นต้น”
ขณะเดียวกัน สิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจต่อการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 2 ต.ค. 2557 นี้ คือ ถ้อยแถลงของ มาริโอ ดรากี ประธาน ECB ล่าสุดได้ออกมากล่าวว่า ECB ยังมีเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ พร้อมใช้เสมอหากว่ามาตรการที่ออกมาก่อนหน้าอาจจะไม่สามารถทำให้เงินเฟ้อยูโรโซนถึงเป้าหมายและหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดได้ จึงทำให้ความเป็นไปได้ในการทำคิวอี โดยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมหาศาล มีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นสะท้อนจากความน่าผิดหวังของมาตรการ TLTRO ที่ปล่อยออกมาในรอบแรกต่ำกว่าคาดเพียง 8.26 หมื่นล้านยูโรเท่านั้น เนื่องจากความต้องการจากสถาบันการเงินที่ค่อนข้างน้อย จึงคาดกันว่า ECB น่าจะเน้นที่การเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้ง ABS ด้วยวงเงิน 2.5 แสนล้านยูโร (ขนาดตลาดใหญ่ถึง 3.83 แสนล้านยูโร) และ Covered Bond 1.6 แสนล้านยูโร (ขนาดตลาดใหญ่มากถึง 1.1 ล้านล้านยูโร) ซึ่งหาก ECB ชัดเจนในการประชุมรอบนี้จะเป็นเซนทิเมนต์บวกต่อตลาดหุ้นโลก
สำหรับนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในภูมิภาคต่อเนื่องอีกราว 1,608 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (22-26 ก.ย.) แต่กลับเลือกซื้อสุทธิในไทยราว 8,300 ล้านบาท สวนทางกับภูมิภาค โดยเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 2557 กว่า 2.3 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าเป็นผลมาจากการขายสุทธิอย่างหนักตั้งแต่กลางปี 2556 จนมาถึงต้นปี 2557 ที่ผ่านมากว่า 2.2 แสนล้านบาท จึงทำให้แรงขายของนักลงทุนกลุ่มนี้มีอยู่อย่างจำกัด และเชื่อว่าในระยะสั้นต่างชาติจะยังคงเข้าซื้อหุ้นไทยสลับขายออกมาเบาบางตามสถานการณ์ แต่คาดว่าไม่น่าจะมีน้ำหนักขับเคลื่อนดัชนีได้มากนัก เพราะนักลงทุนสถาบันอยู่ในภาวะพร้อมขายมากกว่าพร้อมซื้อหลังจากซื้อสะสมในหุ้นมากจนมีสถานะเงินสดเพียง 3.5%
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นแพง ดัชนีหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องทำให้ค่าพีอีสูงถึง 16.5 เท่า ทำให้หุ้นหลายบริษัทอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงในการลงทุน แต่หากพิจารณาเป็นรายกลุ่มแล้วพบว่ายังมีหลายกลุ่มที่ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด เช่น สื่อบันเทิง ไอซีที เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นกลุ่มเอเชียตะวันออกร่วงลงหนักเช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปพลิกกลับมาตกหนักอีกครั้ง ดัชนีดาวโจนส์กลับลงมาตั้งหลักใหม่ที่ต่ำกว่า 17,000 จุด อีกครั้ง แต่ไม่น่าต่ำกว่า 16,867 จุด และน่าจะไปทดสอบ 17,150 จุด ในระยะต่อไป ส่วนราคาทองลงมาที่แนวต้านแล้วเด้งกลับขึ้นไป มีลุ้นเด้งทดสอบ 1,240 เหรียญสหรัฐ







