posttoday
หวั่นพิษการเมืองทำไทยพังในเวทีอาเซียน

หวั่นพิษการเมืองทำไทยพังในเวทีอาเซียน

03 มิถุนายน 2553

ระเทศไทยยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้พร้อมรับกับการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบ เพราะหากล่าช้าไปกว่านี้ ย่อมตกขบวนแน่นอน

ระเทศไทยยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้พร้อมรับกับการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบ เพราะหากล่าช้าไปกว่านี้ ย่อมตกขบวนแน่นอน

โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด

ผ่านพ้นมากว่า 5 เดือน ที่ไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ไม่รวมกลุ่มซีแอลเอ็มวี (ประเทศอาเซียนใหม่) ได้เปิดลดภาษีสินค้าเหลือ 0% ทุกรายการระหว่างกัน หรือมากกว่า 8,000 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งยังคงเป็นประเด็นถกเถียงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จึงจัดเวทีสัมมนา “ใครได้ใครเสียในเวทีเศรษฐกิจอาเซียน” ขึ้น

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบอาฟตา หากพิจารณาในแง่ของดุลการค้าแล้ว จะพบว่าไทยสามารถแข่งขันกับประเทศในอาเซียนด้วยกันได้ โดยมูลค่าการค้าช่วง 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.) 2553 พบว่าการค้าระหว่างไทยกับชาติสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ มีมูลค่าถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ยังไม่ได้เปิดอาฟตาถึง 52%

หวั่นพิษการเมืองทำไทยพังในเวทีอาเซียน

การค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าจากส่งออก 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 67.3% และการนำเข้า 7,115 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.88% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าจากอาเซียน 3,407 ล้านเหรียญสหรัฐ

“สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ไทยแข่งขันได้ แต่ภาคบริการและลงทุนยังกังวลว่าไทยอาจเสียเปรียบสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่มีจุดเด่นเรื่องการเมืองที่มีเสถียรภาพ เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่” นางนันทวัลย์ กล่าว

สำหรับการเมืองที่เป็นปัญหาขณะนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่ก็เกิดคำถามกับนักลงทุนว่าไทยจะมีปัญหาอีกหรือไม่ และปัญหาจะจบหรือยัง ซึ่งข้อสงสัยเหล่านี้จะกระทบกับการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งที่ไทยสร้างภาพลักษณ์มาตลอดว่าเป็นศูนย์กลางอาเซียน และใช้ข้อตกลงเอฟทีเอเป็นจุดขายถึงความสะดวกของการเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียน

ทั้งนี้ หากพิจารณารายอุตสาหกรรมของไทย พบว่าอาจมีความกังวลในสาขาอ่อนไหว เช่น ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ถั่วเหลือง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวมากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จะเป็นประโยชน์ต่อภาคส่วนต่างๆ ทั้งผู้ผลิต เกษตรกร ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้บริโภค และยังเป็นประโยชน์ต่ออาเซียนโดยรวมด้านการแข่งขันและเพิ่มอำนาจต่อรอง

สิ่งสำคัญคือ หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ก่อน เรียนรู้ที่จะใช้โอกาสจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ย่อมสร้างความได้เปรียบ แต่หากไม่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง การเปิดเสรีจะสร้างผลกระทบอย่างแน่นอน

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดอาฟตามากว่า 5 เดือน หากพิจารณาในแง่มูลค่าการค้าแล้ว พบว่าไทยไม่ได้เสียเปรียบต่อการเปิดเสรีการค้าครั้งนี้ และหากพิจารณาในรายสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าสินค้ารายการใดที่ได้รับผลกระทบจนแข่งขันไม่ได้ ยกเว้นข้าวที่ไทยมีโอกาสเสียเปรียบหากการเปิดเสรีโดยสมบูรณ์ในปี 2558 หรืออาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ลดภาษีสินค้าเหลือ 0% ทั้งหมด เนื่องจากโครงสร้างภายในของข้าวไทยเอง

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือ การสร้างระบบการป้องกันลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาสวมสิทธิในโครงการอุดหนุนเกษตรกรของรัฐบาล และแก้ไขปัญหาการเมืองภายในของไทย ที่อาจทำให้ความพร้อมที่จะเข้าเป็นเออีซีลดลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไทยมีความพร้อมมากกว่าประเทศใดๆ

ด้านนายกรกฎ ผดุงจิตต์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความวิตกว่า ปัญหาการเมืองภายในของไทยและการรอความชัดเจนของโครงการมาบตาพุด จะทำให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นหันไปลงทุนยังเวียดนามและมาเลเซียมากขึ้น เพราะรอสถานการณ์การเมืองไทยคลี่คลายไม่ไหว จึงเป็นเรื่องที่ไทยต้องแก้ไขปัญหา

จากความคิดเห็นทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้พร้อมรับกับการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบ เพราะหากล่าช้าไปกว่านี้ ย่อมตกขบวนแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค