
ซูเปอร์บอร์ดคุมรัฐวิสาหกิจ
ยึดอำนาจบริหารจากกระทรวงต้นสังกัดออกกฎหมายวางระบบตรวจสอบใหม่
ยึดอำนาจบริหารจากกระทรวงต้นสังกัดออกกฎหมายวางระบบตรวจสอบใหม่
ซูเปอร์บอร์ดยกเครื่องบริหารรัฐวิสาหกิจใหม่ เตรียมดึงอำนาจจากกระทรวงมาไว้ในมือ
นายบรรยง พงษ์พานิช คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) เปิดเผยว่า ซูเปอร์บอร์ดกำลังศึกษาแนวทางการบริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแบบรวมศูนย์ ที่จะทำให้การบริหารรัฐวิสาหกิจคล่องตัวและง่ายขึ้น จากปัจจุบันการบริหารแยกส่วนไปตามกระทรวง ทำให้มาตรฐานการดูแลและระบบตรวจสอบเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย การรวมศูนย์ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจเข้าสู่กลไกกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาล
“แต่กว่าจะเกิดกลไกดังกล่าวต้องใช้เวลา ซึ่งเป็นข้อจำกัดของซูเปอร์บอร์ด จึงมุ่งเน้นการวางโครงสร้างและกฎหมายที่รัดกุม เพราะถ้าเริ่มต้นได้ถูกต้องก็ไม่น่าเป็นห่วง ระบบที่ดีจะยั่งยืนได้ไม่ว่าจะมีการเมืองรูปแบบใด” นายบรรยง กล่าว
ทั้งนี้ นายบรรยงได้ยกตัวอย่าง เทมาเซก โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มีการรวมศูนย์บริหารหน่วยงานของรัฐบาลสิงคโปร์ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ของสิงคโปร์ถือหุ้นเพียงรายเดียวเพื่อความคล่องตัวในการลงทุนและบริหาร
นอกจากนี้ จะมีการปรับโครงสร้างซูเปอร์บอร์ด โดยยกเลิกคณะกรรมการที่เป็นปลัดกระทรวง และตั้งรัฐมนตรีเข้ามาเป็นคณะกรรมการแทน แต่จะไม่กระทบกับการทำงานที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การปรับโครงสร้างและสร้างระบบธรรมาภิบาลในรัฐวิสาหกิจ
นายบรรยง กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจไทยมีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 10 ล้านล้านบาท หากไม่นับรวมสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 7 แห่ง ทรัพย์สินก็ยังมีมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านบาท สูงกว่างบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล แต่ละปีมีรายได้รวมกัน 4.8 ล้านล้านบาท รายจ่าย 4.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42% ของจีดีพี และมีงบลงทุนอีกปีละ 5 แสนล้านบาท
นายบรรยง กล่าวว่า ขณะนี้รัฐวิสาหกิจไทยมี 2 แห่งที่แข่งขันได้ คือ กรุงไทย และ ปตท. ส่วนที่กำลังแข่งลำบากมี 4 แห่ง คือ การบินไทย ทีโอที กสท โทรคมนาคม และ อสมท และตนเห็นด้วยกับแนวทางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจให้ดีขึ้นและมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่ถูกยอมรับ
นอกจากนี้ โดยหลักการไม่ควรมีรัฐวิสาหกิจใดขาดทุน หากรัฐบาลจำเป็นต้องอุดหนุนประชาชนที่มีรายได้น้อย ก็ต้องแยกวิธีใช้ชัดเจน ให้งบอุดหนุนแยกต่างหาก แต่บางหน่วยงาน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า ขาดทุน เพราะนโยบายให้ค่าโดยสารถูก แต่แม้จะถูก ก็ไม่มีใครใช้บริการ สะท้อนว่าการบริหารไม่ดี ไม่สามารถแข่งขันกับทางเลือกในการเดินทางรูปแบบอื่นได้







