
เป้า1,700บจ.โตเกิน10%
กูรูคาดตลาดใสปิ๊งปีหน้าทำจุดสูงสุดใหม่แนะซื้อหุ้นมีปัจจัยบวกรับการบริโภคในปท.
กูรูคาดตลาดใสปิ๊งปีหน้าทำจุดสูงสุดใหม่แนะซื้อหุ้นมีปัจจัยบวกรับการบริโภคในปท.
หุ้นฝ่า 1,600 ฉลุย กูรูชี้ปีหน้านิวไฮทะลุ 1,700 คาดกำไร บจ.โต 10-12% เน้นกลุ่มบริโภครับเปิดเออีซี
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยในงานเสวนาพิเศษ “มองทะลุหุ้นดีปี 2558 จากผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปีนี้” ว่า ปี 2558 คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,760 จุด กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเติบโต 12.5% จากปีนี้ 7.7% จากสมมติฐานที่เศรษฐกิจขยายตัว 3.5% เทียบกับปีนี้ 1.5% เพราะจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงการพื้นฐาน แม้ว่าสหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลออกไปไม่มากนัก
ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักใน 5 กลุ่ม อาทิ กลุ่มขนส่ง กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ราคายังขึ้นน้อยกว่ามูลค่าที่เหมาะสม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2557 นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า หากหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่า 1,570 จุด หรือพี/อี 16 เท่า แนะนำให้เข้าซื้อสะสมได้สำหรับนักลงทุนระยะยาว เพื่อถือรอไปขายในปีหน้า แต่ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะสั้น ซึ่งต้องเลือกซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นมาน้อยกว่าตลาด ไม่แนะนำกลุ่มยานยนต์และกลุ่มเหล็ก
นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง กล่าวว่า ปีหน้าคาดว่าดัชนีมีโอกาสขึ้นถึง 1,700 จุด กำไรสุทธิ บจ.เติบโต10-15% และเศรษฐกิจขยายตัว 3.84% จากนโยบายภาครัฐและรองรับการเข้าเออีซี
อย่างไรก็ดี ภาวะตลาดในระยะสั้น เดือน ต.ค. อาจจะเห็นหุ้นมีการปรับฐาน57% หรือประมาณ 90-100 จุด เพราะสหรัฐจะหยุดมาตรการคิวอีและพิจารณาเรื่องดอกเบี้ย ขณะที่หุ้นไทยขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่กว่า 1,200 จุด เป็นต้นมา
นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรรมการและที่ปรึกษา สมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า การลงทุนในปีหน้าต้องเลือกหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมากขึ้นหรือขยายกำลังการผลิตเพิ่ม เพราะบ่งบอกว่าบริษัทนั้นมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น และแนะนำหุ้นเกี่ยวกับการเปิดเออีซี
ทั้งนี้ ในสิ้นไตรมาส 2 ปี 2557 บจ.มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร 1.14 แสนล้านบาท แม้ว่าจะน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.24 แสนล้านบาท แต่ถือว่าเป็นมุมมองที่ดีขึ้น เพราะไตรมาสแรกบจ.ยังได้รับผลกระทบจากการเมืองอยู่ ฉะนั้นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาในไตรมาส2 แสดงว่า บจ.มีความเชื่อมั่นที่ต้องการขยายงานมากขึ้น
ด้านการลงทุนในวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง สวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่รูดลงแรง โดยดัชนีหุ้นสามารถปิดที่จุดสูงสุดของวันและทะลุ 1,600 จุดได้สำเร็จ มาปิดที่ระดับ 1,600.16 จุด บวกถึง 8.17 จุด คิดเป็น 0.51% ด้วยมูลค่าการซื้อขายจำนวน 44,642.07 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนแต่ละกลุ่มมีการซื้อและขายสุทธิเพียงเล็กน้อย
“หุ้นไทยขึ้นอย่างโดดเด่นกว่าตลาดต่างประเทศในช่วงนี้ จากปัจจัยในประเทศที่รัฐบาลเร่งใช้จ่ายงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า ทำให้เกิดการเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่” มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผย







