posttoday
โครงการทวายปลายทางทิศตะวันตก

โครงการทวายปลายทางทิศตะวันตก

26 กันยายน 2557

ตอนที่แล้วผมเกริ่นๆ กับคุณผู้อ่านไว้แล้วในเรื่องการเดินทางจาก กทม.สู่จุดผ่านแดนถาวร พุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี และสภาพเส้นทางการขนส่งสินค้าจากไทยสู่เมืองทวาย ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศพม่า

ตอนที่แล้วผมเกริ่นๆ กับคุณผู้อ่านไว้แล้วในเรื่องการเดินทางจาก กทม.สู่จุดผ่านแดนถาวร พุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี และสภาพเส้นทางการขนส่งสินค้าจากไทยสู่เมืองทวาย ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศพม่า

เส้นทางนี้ในอนาคตจะถูกพัฒนาต่อจนมีมาตรฐานเดียวกันกับระบบถนน Asian High Way และถือเป็นส่วนตะวันตกของถนน R1 ระเบียงเศรษฐกิจทางตอนใต้ Southern Economic Corridor ซึ่งจะเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเข้ากับท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดของไทย ท่าเรือสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา และท่าเรือวุ๊งเตา ท่าเรือและเขตอุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของเวียดนามซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับนครโฮจิมินห์ซิตี้

ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเป็น 1 ใน 3 เขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีกฎหมายและระเบียบต่างๆ รองรับแล้วโดยรัฐบาลพม่า (อีก 2 พื้นที่ คือ จ้าวผิวในรัฐยะไข่ทางตะวันตกสุดของพม่า มีจีนเป็นผู้ลงทุนหลักและทีลาวา บริเวณปากแม่น้ำย่างกุ้งห่างจากใจกลางนครย่างกุ้งราว 20กิโลเมตร มีญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนหลัก) อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงการทวายมีพื้นที่กว้างขวางมากกว่า 250 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 10 เท่าของโครงการแหลมฉบัง) ทำให้การสร้างท่าเรือและระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ก้าวหน้าไปสักเท่าไร

สถานะปัจจุบันของโครงการทวายคือ รัฐบาลไทย (ผ่านทางสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA) และรัฐบาลพม่า (ผ่านทาง The Foreign Economic Relations Development (FERD)) มีโครงการจะร่วมลงทุนด้วยกันโดยจัดตั้งบริษัทที่ทำหน้าที่เฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle : SPV) ขึ้น 2 แห่ง คือ SPV1 เพื่อประสานงานฝั่งไทย และ SPV2 เพื่อประสานงานฝั่งพม่า

โดยในปัจจุบันโครงการทวายกำลังดำเนินการการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (Due Diligence) เพื่อรับซื้อคืนในระบบโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่บริษัท อิตาเลียนไทย หรือ ITD ได้ลงทุนไปแล้ว เพื่อมาบริหารจัดการเอง ส่วนในอนาคต ITD ก็จะเป็นผู้เข้ามารับสัมปทานก่อสร้างจากโครงการทวายเป็นโครงการๆ ไปในลักษณะของนิติบุคคลย่อย (Special Purpose Companies : SPCs)

เนื่องจากโครงการทวายเป็นโครงการขนาดใหญ่มีทั้งท่าเรือน้ำลึก ถนนเชื่อมต่อจากโครงการทวายสู่ประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่พักอาศัย โรงไฟฟ้าและระบบไฟฟ้า ระบบน้ำประปาและการบำบัดน้ำเสีย ระบบโทรคมนาคม และระบบการขนส่งทางรถไฟ และอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วพื้นที่ใหญ่โตมากกว่าแหลมฉบังถึง 10 เท่า ดังนั้นการให้เอกชนเพียงรายเดียวเข้ามาดำเนินกิจการและบริหารงานทั้งโครงการคงเป็นเรื่องลำบาก

การใช้งานโครงการนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบคงไม่เกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน แต่ในระยะยาวแล้วโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ในช่วงแรกจะมีความขลุกขลักบ้าง อาทิ เอกชนอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ของพม่า ซึ่งผูกขาดการลงทุนในหลายโครงการของรัฐบาลอย่างกลุ่ม Asia World ซึ่งได้สัมปทานโครงการระยะแรกทำการขายสิทธิต่อให้กลุ่มอาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 Max Myanmar ซึ่งรายหลังก็ประกาศยกเลิกการลงทุนในโครงการนี้ หรือข่าวลือที่พูดกันอยู่เนืองๆ เรื่องญี่ปุ่นไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้

แต่ล่าสุดชัดเจนแล้วว่าญี่ปุ่นก็สนใจ โดยปัจจุบันได้เริ่มสำรวจศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Studies) ของการที่ญี่ปุ่นผ่านทางหน่วยงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุนจะเข้ามาทำการลงทุนในส่วนงานประเภทใด หรือการยืนยันอย่างแข็งขันในหลายเวทีของ Dr.Prabir De ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนอินเดีย (ASEANIndia Center) ซึ่งขึ้นกับกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียที่ออกมายืนยันว่า อินเดียให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยงโครงการทวายเข้ากับท่าเรือเชนไน ท่าเรือใหญ่อันดับที่ 3 ทางตอนใต้ของอินเดีย

แน่นอนสำหรับประเทศไทยแล้ว ทวายคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ได้ถูกให้ความสำคัญอย่างยิ่งมาตั้งแต่อดีตแล้ว เห็นได้จากความพยายามของรัฐไทยในการขยายอิทธิพลเข้าไปในทวาย มะริด ตะนาวศรีตั้งแต่ครั้งอยุธยาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 และยิ่งในปัจจุบันที่โครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ของเราเดินหน้าเต็มกำลังและเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ในภูมิภาคอย่างเต็มตัวแล้ว การเชื่อมโยงหน้าต่างทางตะวันตกผ่านทางโครงการทวาย เพื่อเชื่อมโยงการค้าจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตรงไปยังชายฝั่งอ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดียโดยไม่ต้องอ้อมลงไปยังช่องแคบมะละกา ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ไทยจำเป็นต้องเข้าไปเป็นผู้เล่นหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน