posttoday
“วิรัฐ สุขชัย”ลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง

“วิรัฐ สุขชัย”ลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง

26 กันยายน 2557

“วิรัฐ สุขชัย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์ วิคเตอร์ (FIRE) ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ระบบดับเพลิง ระบบสุขาภิบาล และระบบปรับอากาศ ที่อยู่ระหว่างรอสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติคำเสนอรายการ (ไฟลิง) ขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 90 ล้านหุ้น โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้

“วิรัฐ สุขชัย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์ วิคเตอร์ (FIRE) ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ระบบดับเพลิง ระบบสุขาภิบาล และระบบปรับอากาศ ที่อยู่ระหว่างรอสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติคำเสนอรายการ (ไฟลิง) ขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 90 ล้านหุ้น โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้

อีกมุมหนึ่งของผู้บริหารคนนี้เป็นนักลงทุนที่ผ่านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มาเกือบ 20 ปี และเชื่อว่าตลาดหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนจากลงทุนมากว่าสินทรัพย์ใดๆ

แต่การลงทุนของเขาไม่ได้หวือหวาเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเป็นคนที่ทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยมาตั้งแต่สมัยเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประสบการณ์สอนให้รู้ว่าควรถือหุ้นระยะกลางระยะยาว 6 เดือน1 ปี เป็นต้นไป ดีกว่าเน้นการซื้อขายระยะสั้น เพราะไม่มีเวลามาดูหุ้น

“วิรัฐ” เริ่มสนใจศึกษาเรื่องการลงทุนหุ้นตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. เพราะรู้สึกว่ามันคือการที่ทำให้เงินพอกพูนได้ เริ่มแรกก็จะพิจารณาเรื่องหลัก อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ต้องเน้นหุ้นราคาถูกมองว่าควรลงทุนอะไรที่เป็นพื้นฐาน และสิ่งที่ทำให้มั่นใจคือลงทุนในธนาคารพาณิชย์ ซึ่งตอนนั้นทำให้เจ็บตัวไปเพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งไป และก็เจ็บหนักจากการลงทุนจาก ปี 2551 ที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขายไปในราคาต่ำมาก

ปัจจุบันเขาถือหุ้นไม่เกิน 56 บริษัท ซึ่งแต่ละบริษัทต้องกระจายอยู่แห่งละอุตสาหกรรม และต้องมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 45%

การคัดเลือกหุ้นทั้งหมดนี้จะเน้นเลือกจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยต้องเห็นแนวโน้มการเจริญเติบโตของบริษัทนั้นเป็นอย่างดี มี พี/อี ไม่สูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่กลายเป็นลงทุนในหุ้นอยู่ในลำดับ SET100

“หุ้นทุกตัวที่เข้าลงทุนจะเข้าไปดูงบการเงินการเงินประกอบเป็นลำดับแรก ดูผลประกอบการ 5 ปีก่อนหน้านี้ว่ามีประวัติการเติบโตอย่างไร เพราะจะบอกว่ามีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตอย่างไร”

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายแต่ละปีว่าจะได้ให้ได้ผลตอบแทนอัตราการลงทุนประมาณ 10% เพราะเชื่อว่าถ้าเลือกถือหุ้นดีเอาไว้ก็ไม่จำเป็นต้องขายตัดขาดทุนออกไป ถ้าอดทนรอเชื่อว่าราคาก็จะฟื้นตัวขึ้นมาในที่สุด

2 ปีที่ผ่านมาเขาเริ่มหันไปลงทุนในกองทุนที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐ จีน หรือญี่ปุ่น โดยมีจุดเริ่มจากตอนนั้นเริ่มมีปัญหาเรื่องสถานการณ์การเมืองไทย จึงต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนไปต่างประเทศบ้าง เพราะหลายประเทศเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัวในทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งก็มีบางครั้งก็เข้าไปลงทุนในกองทุนทริกเกอร์ฟันด์บ้าง 12 ครั้ง เมื่อได้ในระดับผลตอบแทนที่ผู้จัดการกองทุนบอกว่า 8-10% อีกทั้งก็มีเข้าไปลงทุนซื้อที่ดินอสังหาริมทรัพย์ไว้บ้างแต่ไม่มาก ก็ต้องมีขายทำกำไรออกไปบ้าง โดยได้อัตราผลตอบแทน 30-40%

ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตการลงทุนของเขาประมาณเกือบ 10 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินฝากประมาณ 20-30% หุ้นกว่า 20% กองทุนรวมที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศอีกกว่า 20% และอสังหาริมทรัพย์กว่า 10%

การลงทุนสำหรับเขาเพื่อต้องการบริหารความเสี่ยงและหาผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน อย่างน้อยก็ได้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงิน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน