
ความพยายามครั้งใหม่ของธนาคารกลางยุโรป
หลังจากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนต่ำสุดในประวัติการณ์ พร้อมกับนำอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบมาใช้เป็นครั้งแรกในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank–ECB) ก็ได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของ ECB ในการพยายามฉุดเศรษฐกิจยุโรปให้ฟื้นตัวขึ้นมาให้ได้
หลังจากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนต่ำสุดในประวัติการณ์ พร้อมกับนำอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบมาใช้เป็นครั้งแรกในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank–ECB) ก็ได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของ ECB ในการพยายามฉุดเศรษฐกิจยุโรปให้ฟื้นตัวขึ้นมาให้ได้
สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลักๆ คือ มาตรการด้านดอกเบี้ย และมาตรการด้านการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านการซื้อสินทรัพย์ที่หลายๆ คนคาดหวังไว้ โดยในด้านของดอกเบี้ย ECB ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเพิ่มเติมอีก 0.10% มาอยู่ที่ 0.05% ในขณะที่ด้านของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หลังจากที่เคยปรับลดลงมา 0.10% ในครั้งก่อนหน้า เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ยุโรปที่มีสภาพคล่องเหลือนำเงินไปปล่อยกู้แทนที่จะนำมาฝากกับ ECB แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่จูงใจจนต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มลงมาอีกเป็น 0.20% ซึ่งน่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงลังเลใจที่จะเข้าร่วมโครงการปล่อยกู้ระยะยาวสำหรับภาคธุรกิจที่แท้จริง (Targeted Long Term Refinancing Operations–TLTRO) โดยคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะลดลงไปอีก น่าจะหมดความลังเลลง และเข้าร่วมประมูลหรือขอวงเงินที่จะปล่อยกู้ในเดือนนี้มากขึ้น เพราะ ECB ได้ส่งสัญญาณกลายๆ มาแล้วว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็น Lower Bound หรือขอบล่างแล้ว ดังนั้นคงไม่น่าเห็นการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก หาก TLTRO ประสบความสำเร็จ ก็จะทำให้มีการปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจที่แท้จริงเพิ่มขึ้น และจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจยุโรป รวมถึงผลประกอบการของบริษัทยุโรปด้วย
สำหรับมาตรการอีกด้านที่ ECB จะนำมาใช้ คือ การเข้าซื้อสินทรัพย์ประเภทที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Asset Backed SecuritiesABS) ซึ่งรวมถึงหลักทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (Residential Mortgage Backed Securities–RMBS) แม้ยังไม่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะใช้วงเงินในการซื้อมากน้อยเพียงใด รวมถึงแผนการซื้อ เพราะต้องรอการประชุม ECB ในช่วงต้นเดือน ต.ค.อีกครั้ง แต่คาดว่าจะเป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูง เพราะ ECB ได้คาดว่าขนาดสินทรัพย์ในงบดุลของ ECB น่าจะเพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 1 ล้านยูโร ซึ่งผลของการเข้าซื้อ ABS ครั้งนี้ จะช่วยลดสัดส่วนในสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ในยุโรปลง ทำให้สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ยุโรป รวมถึงช่วยทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดยังคงอยู่ในระดับต่ำจากเม็ดเงินและสภาพคล่องที่จะไหลเข้าสู่ระบบ และในที่สุดก็น่าจะส่งผลดีต่อระบบ เศรษฐกิจยุโรปโดยรวม เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทยุโรปอยู่ในระดับต่ำ และต่ำลงต่อเนื่องได้อีกจากการทยอยซื้อสินทรัพย์
ปัจจัยเสี่ยงในระยะยาวที่ยังต้องจับตามองต่อไป คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามาตรการครั้งนี้ค่อนข้างแรงและเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก นั่นคือ ECB ยอมรับกลายๆ ว่าเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้ามาก เห็นได้จาก GDP ของไตรมาส 2/2557 อยู่ที่ 0% หรือไม่เติบโตเลย ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจหลักๆ เยอรมนี ฝรั่งเศส ขยายตัวน้อยมากในไตรมาสที่ผ่านมา อิตาลีซึ่งเป็นอีกประเทศหลัก เศรษฐกิจหดตัว ซึ่งหากมาตรการอัดฉีดยาแรงในครั้งนี้ ทั้งในส่วนของการลดอัตราดอกเบี้ยและการเข้าซื้อสินทรัพย์ ABS ยังไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของยุโรปและ GDP ขยายตัวได้ตามคาด ก็จะยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยไม่น่าปรับตัวลดลงได้อีก แต่เชื่อว่าหากเศรษฐกิจยุโรปยังไม่สามารถฟื้นได้ ECB ก็ยังมีมาตรการเพิ่มในรูป QE หรืออัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม น่าจะทำให้เศรษฐกิจยุโรปในระยะยาวฟื้นตัวได้เหมือนสหรัฐ
ทั้งนี้ แม้มาตรการที่ประกาศออกมา 2 ประเด็นดังกล่าวจะดูดี เพราะเชื่อว่าน่าจะสร้างความเติบโตให้เศรษฐกิจยุโรปได้ในระยะยาว แต่ตลาดหุ้นยุโรปกลับปรับตัวเป็นบวกในช่วงสั้นๆ หลังจากประกาศมาตรการ หลังจากนั้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 12% แต่ไม่ได้เกิดจากความกังวลมาตรการของ ECB แต่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้น โดยเฉพาะความกังวลการลงประชามติของสกอตแลนด์ที่จะแยกตัวออกมาเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักรเป็นหลัก รวมถึงความไม่สงบระหว่างรัสเซียและยูเครน การคว่ำบาตรรัสเซียที่อาจกดดันตลาดให้ผันผวนได้ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบตลาดในระยะสั้นๆ หากดูในแง่ราคาแล้วพบว่าราคาหุ้นยุโรปจากดัชนี MSCI Europe ยังน่าสนใจ โดยมีอัตราส่วน Forward P/E อยู่ที่ 15 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 17 เท่า และเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐที่มี Forward P/E เกือบๆ 17 เท่า ก็ถือว่าตลาดหุ้นยุโรปยังมีมูลค่าที่ดึงดูดกว่า (ข้อมูล ณ 17 ก.ย. 2557)







