
TFDรับเละ-ตั้งรีท
ลั่นปีนี้พลิกมีกำไรปี’58รายได้ทะลักผู้ถือหุ้นพุ่ง7พันสถาบันตปท.สนใจลงทุน
ลั่นปีนี้พลิกมีกำไรปี’58รายได้ทะลักผู้ถือหุ้นพุ่ง7พันสถาบันตปท.สนใจลงทุน
ข่าวดีท่วม TFD ขายทรัพย์กองรีท 3,000 ล้าน เข็นบริษัทลูกเข้าตลาดรุกพลังงาน สถาบันรุมซื้อหุ้น
นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) เปิดเผยว่า ในอดีตบริษัทมีผู้ถือหุ้นเพียง 500 ราย ขณะนี้ได้เพิ่มเป็น 6,0007,000 ราย เป็นผลจากผู้ลงทุนให้ความสนใจเข้าซื้อหุ้นบริษัทเป็นอย่างมาก หรือแม้แต่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศติดต่อขอเยี่ยมชมกิจการเพราะสนใจในหุ้น
ทั้งนี้ พัฒนาการของบริษัทเป็นไปในทิศทางที่ดี แม้ว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะมีผลขาดทุน 84 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาการเมืองทำให้บริษัทไม่สามารถโอนที่ดินจากการขายในนิคมอุตสาหกรรมและการขายในโครงการคอนโดมิเนียมแถวราชดำริเกือบ 2,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวม 3,500 ล้านบาท คาดว่ารายได้ในปีนี้อาจทำได้เพียง 3,0004,000 ล้านบาท ยอมรับว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลังดีขึ้น ทำให้ผลกำไรทั้งปีกลับมาเป็นบวกได้ เนื่องจากภายหลังมีรัฐบาลทำให้การโอนที่ดินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และอัตรากำไรสุทธิในโครงการคอนโดมิเนียมสูงถึง 20%
สำหรับสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น โดยยอดโอนที่ดินในนิคมฯ และคอนโดมิเนียมที่ล่าช้าในปีนี้ จะไปส่งผลดีในปี 2558 นอกจากนี้จะได้รับผลดีจากการที่มีแผนนำสองบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ บริษัท โทเทิล อินดัสเตรียล เซอร์วิสเซส ดำเนินธุรกิจขายและให้เช่าที่ดินโรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้า ทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท คาดว่าจะเข้าตลาดหุ้นในปี 2558 และบริษัท วีเอสเอสแอล เอ็นเตอร์ ไพรส์ ทุนจดทะเบียน 700 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะเข้าตลาดหุ้นได้ในปี 2559
นายอภิชัย กล่าวอีกว่า บริษัท เตรียมจะจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ขนาด 3,000 ล้านบาท โดยจะนำที่ดินในนิคมอุตสาห กรรมพื้นที่ 6 หมื่น ตร.ม. และโรงงานสำเร็จรูปเพื่อให้เช่าในอังกฤษ พื้นที่กว่า 1.5 หมื่น ตร.ม. ซึ่งบริษัทเพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีมูลค่า 300400 ล้านบาท ขายเข้ากองทุนดังกล่าวในปี 2558
นอกจากนั้น TFD ยังได้ร่วมมือกับบริษัท เอสพีซีจี (SPCG) จัดตั้งบริษัทย่อย ถือหุ้นเท่ากัน 50% เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ) โดยจะอาศัยพื้นที่หลังคลังสินค้าและโรงงานของ TFD ซึ่งในเฟสแรกจะผลิตโซลาร์รูฟบนพื้นที่หลังคา 6 หมื่น ตร.ม. คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 300 ล้านบาท เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า 5 เมกะวัตต์ เพื่อขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในราคา 6.01 บาท คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ประมาณกลางปี 2558 และในแต่ละปีจะมีพื้นที่หลังคาเพื่อรองรับการพัฒนาในโซลาร์รูฟ 1.2 แสน ตร.ม.
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SPCG กล่าวว่า ขณะนี้ทางภาครัฐจะเปิดให้ใบอนุญาตในส่วนของไฟฟ้าแสงอาทิตย์ชุมชน 800 เมกะวัตต์นั้น SPCG คาดหวังว่าจะได้ส่วนแบ่งประมาณ 200 เมกะวัตต์ เพราะขณะนี้ทางบริษัทได้ประสานงานร่วมกันพื้นที่ทางสหกรณ์และพื้นที่ส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน มีความพร้อมทางด้านลงทุน หากระดับ 200 เมกะวัตต์ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท บริษัทจะอาศัยเงินกู้ สัดส่วน 75%
นอกจากนี้ ในส่วนของโซลาร์รูฟท็อปได้ร่วมมือกับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับติดบนหลังคาบ้าน







