
บิ๊ก‘เพิ่มสินสตีล’ออกโรงเตือนพื้นฐานไม่เปลี่ยนเก็งกำไรระวัง
“ชูเกียรติ” บิ๊กเพิ่มสินสตีลฯ ออกโรงเตือนรายย่อยตั้งสติก่อนเก็งกำไร
“ชูเกียรติ” บิ๊กเพิ่มสินสตีลฯ ออกโรงเตือนรายย่อยตั้งสติก่อนเก็งกำไร
นายชูเกียรติ ยงวงศ์ไพบูลย์ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เพิ่มสินสตีลเวิคส์ (PERM) เปิดเผยว่า ราคาหุ้น PERM ปรับตัวขึ้นแรงและมีมูลค่าซื้อขายหนาแน่น คาดว่าเป็นการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน 2 กลุ่ม ซึ่ง 1 ใน 2 กลุ่ม เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่เคยเข้ามาเก็บหุ้นบริษัทเมื่อหลายปีก่อน แต่ขณะนี้ยังไม่ยืนยันชัดเจน และเชื่อว่าการที่รายใหญ่เข้ามาน่าจะเล่นเก็งกำไรมากกว่าถือกระเป๋าเข้ามาขอสิทธิในการบริหาร
ประธานกรรมการ กล่าวอีกว่า หุ้น PERM มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ต่ำ 16 เท่า เทียบกับอุตสาหกรรม ขณะที่ผลประกอบการและยอดขายระยะหลังที่มีการปรับเปลี่ยนการบริหารใหม่ดีขึ้น มีการคุมสต๊อกสินค้าสั้นลง ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหลายสิบล้านบาทจากเงินบาทอ่อน ทำให้เสียหายจากการนำเข้าเหล็กจำนวนมาก
นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตในประเทศมีปัญหาติดขัดสภาพคล่องทางการเงิน ถือเป็นจังหวะดีที่เพิ่มสินสตีลฯ ได้นำเข้าเหล็กมาขายจำนวนมากในเวลาสั้นๆ และได้ราคาดี ประกอบกับบริษัทมีสินค้าใหม่หลายตัว เช่น การเปิดโรงงานรีดท่อเหล็ก รองรับสินค้าเหล็กรีดร้อนจากโรงงานร่วมทุนเต๋อหลง กำลังผลิตเดือนละ 1.5 หมื่นตัน ช่วยเพิ่มยอดขาย
“หุ้นขึ้นมาผมไม่ได้ดีใจ และเป็นรายย่อยมากๆ ถ้าเล่นกันเกินเลยก็ต้องปราม จึงต้องการเตือนให้รายย่อยใช้ดุลพินิจพิจารณาให้รอบคอบ เพราะบริษัทไม่มีปัจจัยใหม่นอกจากผลประกอบการและยอดขายที่ดีขึ้น” ผู้บริหาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น PERM ที่ปรับตัวขึ้นแรงและลงแรงนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้สอบถามไปยังบริษัทถึงสาเหตุที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวรุนแรง
สำหรับการซื้อขายหุ้น PERM วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา มีแรงขายทำกำไรออกมา หลังจากที่วันก่อนราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปแรง โดยราคาล่าสุด (24 ก.ย.) ปิด 3.04 บาท ลดลง 0.26 บาท หรือ 7.88% มูลค่าซื้อขาย 361.72 ล้านบาท
ด้านราคาหุ้นเหล็กอื่นๆ แม้ว่าจะได้รับหัวเชื้อจาก PERM ก็ตาม ปรากฏว่าหุ้นเหล็กยังเป็นกลุ่มที่นักลงทุนไม่ให้ความสนใจ ดังหุ้นในกลุ่มจี สตีล (GSTEL) และ จี เจ สตีล (GJS) ถอยหลังลง โดยหุ้น GSTEL ปิด 0.19 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขายเบาบาง 16.93 ล้านบาท ขณะที่ GJS ปิด 0.09 บาท ลดลง 0.01 บาท หรือ 10% มูลค่าซื้อขาย 18.96 ล้านบาท







