posttoday
ความไว้วางใจคุณค่าที่องค์กรคู่ควร

ความไว้วางใจคุณค่าที่องค์กรคู่ควร

25 กันยายน 2557

“ความไว้วางใจ” คุณค่าที่องค์กรคู่ควร “ความไว้วางใจ” จากลูกค้า ไม่ใช่สิ่งที่สามารถใช้อำนาจเงินซื้อได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการสะสมอยู่นานจากการให้บริการที่ดี รวมไปถึงความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของบริษัท และหากวันหนึ่งลูกค้าเกิดความรู้สึก “ไม่ไว้วางใจ” ขึ้น ถือเป็นฝันร้ายขององค์กรนั้น เพราะการกู้ความไว้วางใจให้กลับมา ยากกว่าการสร้างใหม่มากมาย ยิ่งในอุตสาหกรรมมีคู่แข่งมาก ลูกค้าก็พร้อมจะจากโดยไม่ให้โอกาสแก้ตัว ดังนั้นการ “รักษา” ความไว้วางใจจากลูกค้าย่อมเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการ “สร้าง”

“ความไว้วางใจ” คุณค่าที่องค์กรคู่ควร “ความไว้วางใจ” จากลูกค้า ไม่ใช่สิ่งที่สามารถใช้อำนาจเงินซื้อได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการสะสมอยู่นานจากการให้บริการที่ดี รวมไปถึงความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของบริษัท และหากวันหนึ่งลูกค้าเกิดความรู้สึก “ไม่ไว้วางใจ” ขึ้น ถือเป็นฝันร้ายขององค์กรนั้น เพราะการกู้ความไว้วางใจให้กลับมา ยากกว่าการสร้างใหม่มากมาย ยิ่งในอุตสาหกรรมมีคู่แข่งมาก ลูกค้าก็พร้อมจะจากโดยไม่ให้โอกาสแก้ตัว ดังนั้นการ “รักษา” ความไว้วางใจจากลูกค้าย่อมเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการ “สร้าง”

ปัจจุบันสิ่งหนึ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับองค์กรในทุกอุตสาหกรรม นั่นคือบรรดาฐานข้อมูลของลูกค้าที่นำมาฝากไว้กับผู้ให้บริการ และสิ่งนี้เองหากมีการรั่วไหลหรือสูญหาย ความ “ไม่ไว้วางใจ” ในองค์กรนั้นๆ ย่อมเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ซีอีโอคนหนึ่งของบริษัทผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของอเมริกา ลาออกหลังจากเกิดการโจมตีบนโลกไซเบอร์ครั้งใหญ่ เป็นผลทำให้ธุรกิจเสียหายอย่างหนัก หรือกรณีขององค์กรใหญ่รายอื่นที่ถูกแฮ็กและข้อมูลลูกค้าสูญหาย ข้อมูลเหล่านั้นที่ลูกค้าฝากไว้ มีส่วนผสมของ “ความไว้วางใจ” ที่จะกู้คืนมาได้นั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบาก

กรณีศึกษาของอีเบย์ที่เคยรายงานว่าระบบเครือข่ายของตนไม่ปลอดภัย โดยการส่งข้อความถึงลูกค้าเพื่อขอให้เปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยกล่าวว่า “ความไว้วางใจ” และการรักษาความปลอดภัยของสมาชิกของอีเบย์เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

ความต้องการของธุรกิจที่จะรักษาความไว้วางใจของลูกค้าท่ามกลางช่องโหว่หรือการแฮ็ก นับเป็นสิ่งสำคัญมาก หลายองค์กรโกลาหลกับการถูกโจมตีบนโลกไซเบอร์หรือการแฮ็ก ผลกระทบไม่ใช่แค่ราคาหุ้นที่อาจดิ่งลง แต่ยังเป็นจำนวนลูกค้าที่ลดลง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วในธุรกิจที่มีการแข่งขันดุเดือด ลูกค้ามีทางเลือกมากมาย การสูญเสียความไว้วางใจไป อาจส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นระยะเวลานาน

เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐบาลหากระบบรักษาความปลอดภัยไม่ดีพอที่ไม่สามารถปกป้องข้อมูลของประชาชนได้ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความกังวลและเสียความเชื่อมั่นในเรื่องของข้อมูลตลอดชีวิตที่ติดตัวมาแต่เกิด

การเสียความเชื่อมั่น เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าการเสียยอดสั่งซื้อหรือผู้เยี่ยมชมสินค้า ผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวหลายๆ ชิ้นยังสรุปอีกว่าองค์กรธุรกิจที่เป็นทุกข์กับช่องโหว่เรื่องของข้อมูลหรือเคยมีประสบการณ์โดนแฮก ผลลัพท์ที่ตามมาคือนวัตกรรมรวมถึงพนักงานลดลง

ผลการศึกษาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากช่องโหว่ข้อมูลประจำปี 2013 จากสถาบันโปเนมอน รายงานว่าค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยสำหรับหนึ่งข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยอยู่ที่ 136 เหรียญสหรัฐ หรือในกว่า 4,000 บาท โดยปกติเวลาที่ระบบเกิดความไม่ปลอดภัย จะส่งผลกระทบถึงข้อมูลจำนวน 2,300 ถึง 9.9 หมื่นข้อมูล ซึ่งนับเป็นเงินค่าเสียหายจำนวนมาก

ในประเด็นที่คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างแรกก็คือ ทีมงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยต้องเข้าใจและรู้จักข้อเท็จจริงของการรักษาความปลอดภัย และผู้ป้องกันต้องใช้ความสามารถดังต่อไปนี้เช่นเดียวกับที่ผู้โจมตีเพื่อป้องกันการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ

1.ความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากผู้โจมตีมีความสามารถในการมองเห็นสภาพแวดล้อมไอทีของคุณ ดังนั้นคุณต้องมีความสามารถในทำนองเดียวกัน การที่จะปกป้ององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีบรรทัดฐานของข้อมูลทั่วทั้งเครือข่ายที่มีการต่อขยายการใช้งาน (รวมถึงจุดเชื่อมต่อปลายทาง อุปกรณ์โมบาย และสภาพแวดล้อมระบบเสมือน) โดยต้องมีความสามารถในการมองเห็นสินทรัพย์ทั้งหมด รวมถึงระบบปฏิบัติการ แอพพลิเคชั่น การบริการ โปรโตคอล ผู้ใช้ และพฤติกรรมของเครือข่าย รวมถึงภัยคุกคามหลัก และช่องโหว่

ฉะนั้น จึงควรมองหาเทคโนโลยีที่นอกจากจะให้ความสามารถในการมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวแล้ว ยังให้การรับรู้ในระดับของบริบทแวดล้อม ด้วยการหาความสัมพันธ์ร่วมระหว่างข้อมูลจำนวนมหาศาลกับสภาพแวดล้อมเฉพาะของเครือข่ายเพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาความปลอดภัยโดยมีข้อมูลมากขึ้น

2.ระบบอัตโนมัติ คุณต้องทำงานได้ฉลาดขึ้นแต่ไม่ใช่ทำงานหนักขึ้น แฮ็กเกอร์กำลังใช้วิธีการดำเนินการแบบอัตโนมัติเพื่อช่วยให้การโจมตีง่ายขึ้นและเร็วขึ้น การใช้กระบวนการแบบที่ต้องลงมือเอง (Manual)ในการป้องกันการโจมตีนับว่าไม่พอ แต่ต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ผสานรวมเรื่องของการรู้จักบริบทแวดล้อมที่ให้ระบบอัตโนมัติในการป้องกันและแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งการอัพเดทนโยบายและกฎเกณฑ์การใช้งาน รวมถึงการบังคับใช้งาน เพื่อให้การป้องกันแบบเรียลไทม์ท่ามกลางภัยคุกคาม

3.ความฉลาดรู้เท่าทัน ในยุคที่แฮ็กเกอร์มีการลาดตระเวนอย่างกว้างขวางก่อนโจมตี ความชาญฉลาดของระบบรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการโจมตี ทั้งนี้เทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์จากขุมพลังของระบบคลาวด์และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้เท่าทันด้านความปลอดภัยที่จำเป็น สามารถติดตามและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับไฟล์ที่ไม่รู้จักและไฟล์ต้องสงสัยได้ต่อเนื่องตลอดทั่วทั้งชุมชน และนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการระบุ ทำความเข้าใจและหยุดภัยคุกคามล่าสุดได้

การให้ความสำคัญในการรักษาความไว้วางใจของลูกค้า ไม่ใช่แค่การทำให้การโจมตีสำเร็จยากขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสามารถในการมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวบนเครือข่ายเวลามีบางสิ่งผิดปกติหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมายได้อย่างรวดเร็ว และหยุดยั้งความเสียหาย จากนั้นจึงแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นและได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว รวมถึงจำกัดการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ จะช่วยเรียกความไว้วางใจของลูกค้ากลับมาได้ และสร้าง “คุณค่าที่องค์กรคู่ควร”

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค