posttoday
ไทยพาณิชย์ตั้งเป้าลุยให้กู้

ไทยพาณิชย์ตั้งเป้าลุยให้กู้

25 กันยายน 2557

รับเศรษฐกิจฟื้นตัวคาดเอสเอ็มอีขยายวางแผนธุรกิจปีหน้าดันสินเชื่อโต69%

รับเศรษฐกิจฟื้นตัวคาดเอสเอ็มอีขยายวางแผนธุรกิจปีหน้าดันสินเชื่อโต69%

ไทยพาณิชย์ตั้งเป้าสินเชื่อปีหน้าโต 69% รับเศรษฐกิจฟื้น คาดสินเชื่อเอสเอ็มอีโตมากสุด

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า ธนาคารกำลังทำแผนกลยุทธ์ธุรกิจปีหน้า โดยตั้งเป้าหมายจะขยายสินเชื่ออีกครั้งให้เติบโตสอดคล้องไปกับสินเชื่อทั้งระบบ ที่ประเมินไว้ว่าจะขยายตัวประมาณ 69%โดยการวางรากฐานเศรษฐกิจปีนี้ น่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจปีหน้ากลับมาเติบโต45% ได้

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่มีแนวโน้มเติบโตดีในปีหน้า คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะกลับมาสดใสอีกครั้ง เพราะเอสเอ็มอีมีลักษณะพิเศษแม้จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจก่อนทรุดตัวเร็ว แต่ก็ฟื้นตัวเร็วเช่นกัน อีกทั้งการค้าชายแดนที่เติบโตต่อเนื่องช่วยส่งเสริมด้วย

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญมากกับสินเชื่อในธุรกิจกลุ่มก่อสร้างที่จะได้อานิสงส์จากการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า ที่จำเป็นมากเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสนับสนุนการค้าชายแดน

“ไทยพาณิชย์จะกำหนดกลยุทธ์ปีต่อปีให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ อย่างปีนี้เป้าหมายแรกคือการรักษากำไรให้เติบโตต่อเนื่อง ด้วยการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นส่วนสินเชื่อมาเป็นอันดับ 2 แต่ต้นทุนไม่ใช่ลดทุกอย่าง ถ้าส่วนไหนที่จำเป็น เช่น การพัฒนาคน นวัตกรรม หรือไอที จะไม่ตัดเลย เพิ่มขึ้นให้ด้วยซ้ำ” นางกรรณิกา กล่าว

ทั้งนี้ ในสิ้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์เติบโต 0.2% เทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ในช่วง 8 เดือนของปีนี้ สินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์โดยรวมยังหดตัว 1% โดยสินเชื่อรายใหญ่และเอสเอ็มอีกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง แต่สินเชื่อรวมที่ติดลบถูกกดดันจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ยังคงหดตัว

ด้าน น.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า คงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 1.6% และคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าเติบโต 4.8%โดยมีการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพราะการบริโภคยังอ่อนแอจากหนี้ครัวเรือน และการส่งออกมีปัญหาเชิงโครงสร้างจะขยายตัวเพียง 4% จากปีนี้คาดว่าขยายตัวเพียง 1.1%

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยต้องเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในระยะยาวจากที่ผ่านมามักใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะการส่งเสริมลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ควรมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมไฮเทคที่มีมูลค่าและการเติบโตสูง เพิ่มการวิจัยและพัฒนาให้มากกว่าปัจจุบันซึ่งมีงบประมาณด้านนี้เพียง 0.3% ของจีดีพี

สำหรับปัจจัยเสี่ยงปีหน้า คือ ความผันผวนของทุนเคลื่อนย้าย จากสหรัฐที่จะยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และเตรียมขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 3 ขณะที่ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นจะทำคิวอีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจีนยังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน รวมทั้งการแข่งขันภายในอาเซียนที่ไทยน่าสนใจลดลง

"ก่อนหน้านี้เอฟดีไอที่เข้ามาอาเซียน สัดส่วน 40% มาไทย และ 20% ไปเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนเปลี่ยนไป เงินลงทุนมาไทยแค่ 20% และไปอินโดนีเซียเวียดนาม 40% สะท้อนว่านักลงทุนไปหาเพื่อนบ้านเรามากขึ้น ส่วนเงินที่มาไทยยังอยู่ในอุตสาหกรรมล้าสมัย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ส่งออกไทยมีปัญหา" น.ส.สุทธาภา กล่าว

น.ส.สุทธาภา กล่าวว่า ปัญหาแรงงานเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยน่าสนใจน้อยลง เพราะแรงงานในประเทศมีแนวโน้มหดตัวใน 2-3 ปีข้างหน้าอีกทั้งมีผลวิจัยคุณภาพแรงงานไทย 1 คนผลิตของได้ 1 ชิ้นต่อวัน ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 2 ชิ้น หรือประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นอยู่ที่ 5 ชิ้น สหรัฐอยู่ที่ 8 ชิ้น ไทยจึงต้องหันมาพัฒนาคุณภาพแรงงานอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่คุณภาพการศึกษาไปจนถึงการฝึกอบรมในช่วงทำงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน