posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

24 กันยายน 2557

ภาพนิคมฯ ไทยในอาเซียนไม่ชัด

ภาพนิคมฯ ไทยในอาเซียนไม่ชัด

นายสิรภพ สุวรรณเกสร์ ผู้จัดการโครงการสำรวจความพึงพอใจและความภักดีของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมต่อการดำเนินงานของ กนอ. ประจำปี 2557 เปิดเผยว่า จากการสำรวจกลุ่มผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่เป็นนิติบุคคล 23 ราย ครอบคลุมจำนวนนิคมอุตสาหกรรมที่ร่วมดำเนินการทั้ง 33 แห่ง ส่วนใหญ่ให้คะแนนภาพลักษณ์การดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อยู่ที่ 3.66 เต็ม 5 คะแนน ขณะที่คะแนนความคาดหวังอยู่ที่ 4.43 คะแนน คะแนนความพอใจอยู่ที่ 3.68 คะแนน และความภักดีต่อกนอ.อยู่ที่ 3.74 คะแนน

ทั้งนี้ เมื่อแยกลงมาในเรื่องของภาพลักษณ์ของกนอ.นั้น ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ มองว่าบทบาทการพัฒนาองค์กรของ กนอ.สู่ความสากลเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังไม่ชัดเจน โดยให้คะแนนต่ำสุดอยู่ที่ 3.22 คะแนน รองลงมาคือเรื่องของการปรับปรุงระบบและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย 3.50 คะแนน

นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่า ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมยังมองว่าการดำเนินงานของ กนอ.ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของความล่าช้าในขั้นตอนต่างๆ ในการจัดตั้งและขยายนิคมอุตสาหกรรม

รวมทั้งไม่มีระบบติดตามความคืบหน้าสถานะและขาดการอัพเดทข้อมูลที่รวดเร็วอยู่

ขณะที่ความคาดหวังที่มีต่อการให้บริการของกนอ.พบว่าผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้คะแนนความคาดหวังสูงทุกเรื่อง ได้แก่ เรื่องกระบวนการขอจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่คาดหวังสูงถึง 4.42 คะแนน แต่ความพอใจอยู่แค่ 3.47 คะแนน เรื่องกระบวนการพัฒนาโครงการคาดหวังอยู่ที่ 4.58 คะแนน แต่พอใจแค่ 3.83 คะแนน และเรื่องการบริหารจัดการนิคมฯคาดหวัง 4.43 คะแนน พอใจแค่ 3.73 คะแนน

สำหรับเรื่องความภักดีนั้น เมื่อถามผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั้งที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ตอบว่า หากจะมีการขยายการลงทุนเพื่อการส่งออกเพิ่มในอนาคต รูปแบบการพัฒนาจะทำเป็นนิคมอุตสาหกรรม เพราะจะได้รับการอำนวยความสะดวกในเรื่องของการบริการเบ็ดเสร็จ (วันสต๊อปเซอร์วิส) และยังได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่หากเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้เน้นเพื่อการส่งออกก็จะดำเนินการในรูปแบบของสวนอุตสาหกรรม/เขตประกอบการอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการดำเนินการมากกว่า

นอกจากนี้จากการสำรวจพบว่า ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมยังมองว่า การดำเนินงานของกนอ.ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของความล่าช้าในขั้นตอนต่างๆ ในการจัดตั้งและขยายนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งไม่มีระบบติดตามความคืบหน้าสถานะและขาดการอัพเดทข้อมูลที่รวดเร็วอยู่

อย่างไรก็ดี ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมได้มีข้อเสนอแนะให้กนอ.มีการจัดประชุมร่วมระหว่างผู้พัฒนานิคมฯกับ กนอ.อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้รับทราบและแก้ปัญหาร่วมกันโดยเร็ว อยากให้มีการกำหนดแนวทางการพัฒนานิคมฯที่ชัดเจน มีการพัฒนาและส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางหรือเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรมยางพารา โดยใช้แนวคิดแบบวันสต๊อปเซอร์วิส รวมทั้งควรหาพื้นที่ใหม่ๆ ที่เหมาะสมเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และปรับปรุงระยะเวลาการอนุมัติขั้นตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้น

“จากที่เห็นคะแนนความคาดหวังที่มีต่อกนอ.อยู่ในระดับสูงมาก แต่คะแนนความพอใจยังมีส่วนต่างอยู่ ซึ่งจะมีการสรุปรายงานผลการสำรวจส่งให้กนอ.ภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาและปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น เพื่อให้คะแนนความพอใจขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.75 คะแนนภายในปี 2559 ตามที่กนอ.ตั้งไว้” นายสิรภพ กล่าว

สั่งพาณิชย์เกษตรฯ เคลียร์ชาวสวนยาง

วันนี้ (23 ก.ย.2557) เวลา 13.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ว่า ขณะนี้กำลังเร่งแก้ปัญหายางพารา โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการและจะหารือกับสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางอีกครั้งเพื่อปรับความเข้าใจกัน โดยจากการรับฟังความคิดเห็นของชาวสวนยางพารา ในหลักการเบื้องต้นชาวสวนยางพารารับได้ ส่วนของความเดือดร้อนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวสวนยางพาราได้ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ ซึ่งจะต้องหาทางออกในการช่วยเหลือดังกล่าวให้ได้

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯ เร่งเสนอกระทรวงเกษตรฯ ใช้ 3 แนวทาง แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยแนะหน่วยงานรัฐเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ พร้อมส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ชี้ช่องเสริมรายได้ในสวนยาง ลดความเสี่ยงการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราประสบภาวะราคายางตกต่ำ โดยขณะนี้ยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 46 บาท แต่ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่ขยับตัวสูงขึ้นถึง 65 บาท/กิโลกรัม โดยส่วนใหญ่เป็นค่าปุ๋ยเคมีและค่าแรงงานกรีดและดูแลสวนยาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและทำให้ได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาดังกล่าว สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้มีแผนเร่งเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ และยกระดับราคายางพาราให้มีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน โดยใช้ 3 แนวทางหลัก คือ 1.เพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในประเทศมากขึ้น 2.สนับสนุนสถาบันเกษตรกรให้แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า และ3.สร้างรายได้เสริมในสวนยางเพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ

เบื้องต้นจะปล่อยให้ราคายางเป็นไปตามกลไกตลาดปกติ อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯต้องการให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยให้หน่วยงานของรัฐหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ผลิตในประเทศ เช่น กระทรวงสาธารณสุขควรใช้ถุงมือยางที่ผลิตในประเทศเพื่อลดการนำเข้า หรือใช้ยางรองก้นบ่อน้ำขนาดเล็กในโครงการของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมในช่วงหน้าแล้งได้ โดย 1 บ่อ ใช้ยางประมาณ 1,260 กิโลกรัม และควรมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราผสมยางมะตอยราดถนน ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในประเทศได้จำนวนมหาศาล โดยไม่ต้องดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปในประเทศ

“ขณะเดียวกันยังต้องการให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนงบประมาณแก่สถาบันเกษตรกร ทั้งกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน เพื่อจัดตั้งโรงงานแปรรูปยางขั้นต้นในทุกภูมิภาคไม่น้อยกว่า 10 โรงงาน พร้อมส่งเสริมให้มีการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งอาจแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันอัดก้อน หรือยางแท่ง แล้วเก็บสต็อกไว้รอราคายางขยับตัวสูงขึ้นค่อยจำหน่าย ทั้งยังควรเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตกับตลาดต่างประเทศ เพื่อลดการผูกขาดตลาดส่งออกของเอกชนรายใหญ่ คาดว่า จะสามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรได้” นายธีรพงศ์กล่าว

นายธีรพงศ์กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ยังต้องการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อเสริมสร้างรายได้อย่างเร่งด่วน โดยการส่งเสริมให้ปลูกพืชร่วมและพืชแซมในสวนยางตามความต้องการของเกษตรกร เช่น พืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ได้แก่ พืชสมุนไพร สับปะรด พืชผักต่างๆ หรือส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง เช่น แพะ แกะ ไก่ โคเนื้อ และโคขุน เป็นต้น ซึ่งเป็นช่องทางช่วยสร้างรายได้เสริมหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ ทำให้เกษตรกรฟื้นตัวและสามารถอยู่รอดได้ในสภาวะราคายางตกต่ำ

“สภาเกษตรกรฯได้มีการแจ้งเตือนผู้ปลูกยางพาราโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ให้เร่งปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาราคายางตกต่ำ โดยพัฒนาระบบการผลิต ปรับลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง พร้อมลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี และทำอาชีพเสริมในสวนยางเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องตลาดและราคา อีกทั้งยังได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยโดยเฉพาะการที่ไทยต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน” ประธานคณะกรรมการด้านยางพารากล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน