
แก้หมอกควัน
หลังรีรอมานานถึง 12 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ “อินโดนีเซีย” ได้ตัดสินใจให้สัตยาบันในข้อตกลงมลพิษหมอกควันข้ามแดนของอาเซียน ที่กำหนดให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างจริงจัง
หลังรีรอมานานถึง 12 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ “อินโดนีเซีย” ได้ตัดสินใจให้สัตยาบันในข้อตกลงมลพิษหมอกควันข้ามแดนของอาเซียน ที่กำหนดให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างจริงจัง
การให้สัตยาบันจะทำให้อินโดนีเซียขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่นในอาเซียนให้ร่วมจัดการกับปัญหาไฟป่าที่เป็นต้นตอของหมอกควันเหล่านี้ได้
การตัดสินใจของอินโดนีเซียครั้งนี้มีขึ้นหลังจาก “สิงคโปร์” ได้ออกกฎหมายที่ระบุให้สามารถปรับบริษัทต่างชาติที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาหมอกควันได้สูงสุดถึง 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่า จะเป็นการก่อเหตุนอกสิงคโปร์ หรือบริษัทดังกล่าวจะมีหรือไม่มีสำนักงานในสิงคโปร์ก็ตาม
เป็นที่เข้าใจกันว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อลงดาบกับบริษัท ที่ทำธุรกิจในอินโดนีเซีย เพราะการเคลียร์พื้นที่เพื่อการเกษตรอุตสาหกรรมทั้งการปลูกปาล์มน้ำมัน และต้นกระดาษ ของบริษัทเหล่านี้เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ดัชนีมลพิษของสิงคโปร์ทำสถิติสูงถึง 401 ซึ่งเกินกว่าระดับ 300 ที่เรียกว่าเป็นระดับอันตรายไปพอสมควร
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่า ต่อไปนี้ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเป็น “ปัญหาร่วม” ที่ต้องอาศัยการร่วมมือกันแก้ไข และจะต้องมีมาตรการลงโทษอย่างเด็ดขาด เป็นดาบที่พร้อมจะฟาดฟันผู้สร้างปัญหาจริงๆ
ประเทศสมาชิกอาเซียนควรหยิบประเด็นการแก้ปัญหาหมอกควันนี้ไปเป็นแนวทางรับมือการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่อาจนำมาซึ่งปัญหาข้ามแดนในอนาคต จากการเร่งขยายการลงทุนของบริษัทข้ามชาติในอาจสร้างผลกระทบทางลบต่อคนและชุมชนเช่น การสร้างนิคมอุตสาหกรรม โดยไม่ได้ศึกษาผลกระทบรอบด้าน การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง การแผ่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งมีกระแสเสียงไม่พอใจอยู่เป็นระยะๆ
ถ้าไม่อยากให้ประเด็นไม่พอใจลุกลามจนยากจะแก้ไข ก็ควรเปิดตา เปิดใจ รับฟังข้อเท็จจริง เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายมาหารือกัน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และหากมีมาตรการลงโทษจะต้องกล้าใช้ เพื่อจัดการ “ต้นตอปัญหา” ด้วย







