
ล็อกซ์เลย์มุ่งคว้า 2 หมื่นล้านขยายเทรนดิ้งรอบด้สน
หลังจากรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
หลังจากรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาประเทศ ส่งผลถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ภาครัฐ ถือเป็นโอกาสสำคัญของบริษัท ล็อกซเล่ย์ ที่จะเข้าร่วมประมูลเพื่อช่วงชิงเม็ดเงินกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท
สุรพันธ์ ภาษิตนิรันดร์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันล็อกซเลย์มีงานแบ็กล็อกหรืองานที่อยู่ในมือและรอการรับรู้รายได้จากโครงการภาครัฐเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและเทเลคอม
ทั้งนี้ จากนโยบายของรัฐบาลที่เร่งการจับจ่ายและดำเนินโครงการที่จำเป็นสำหรับประเทศ จะก่อให้เกิดการประมูลงานใหญ่อีกกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีโครงการที่ล็อกซเล่ย์มั่นใจว่าจะได้ถึง 80% จากมูลค่า 2.17 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการไอซีทีและเทเลคอม 4,000 ล้านบาท ทีวีดิจิทัลและอุปกรณ์ 7,200 ล้านบาท การลงทุนด้านไอที 9,700 ล้านบาท เป็นต้น
“จาก 4 กลุ่มธุรกิจของล็อกซเล่ย์ที่ปีนี้ตั้งเป้า 1.8 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 65% ยังมาจากโครงการภาครัฐ และเป็นสิ่งที่บริษัทมีความชำนาญเพราะอยู่ในธุรกิจนี้มานานและมีลูกค้าหลักที่มั่นคง เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กสท โทรคมนาคม และยังมีโอกาสจากการสร้างรถไฟฟ้าสีต่างๆ โครงการน้ำที่ชะลอออกไป ฯลฯ”
นอกจากสรัางรายได้หลักจากโครงการภาครัฐแล้ว อีกธุรกิจที่ล็อกซเล่ย์ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ธุรกิจเทรดดิ้งที่สร้างสัดส่วนรายได้ 27% จากรายได้รวม ส่วนที่เหลืออีก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจร่วมทุนและธุรกิจบริการก็จะถือเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีแผนขยายงานอีกมาก
เมื่อโฟกัสธุรกิจเทรดดิ้งที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ เคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการค้าต่างประเทศ ธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจด้านยานยนต์แล้ว ทุกกลุ่มต่างมีแผนขยายธุรกิจอีกมาก โดยเฉพาะ 4 กลุ่มหลัง โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้ทั้งกลุ่ม 4,300 ล้านบาท
สำหรับปีนี้ในกลุ่มเทรดดิ้งจะมีการขยายธุรกิจที่น่าจับตาหลายด้าน เริ่มจากกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่วางวิสัยทัศน์มุ่งสู่ความครบวงจรทั้งการผลิต จัดจำหน่ายและช่องทางจำหน่าย จากปัจจุบันที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ตัวเอง โดยอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับโรงงานผลิตสินค้า 2-3 ราย เพื่อสร้างฐานผลิต รวมทั้งขยายธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือที่มี 5 แบรนด์ 6 สาขา ในรูปแบบแฟรนไชส์ ร้านคีออสก์และสู่ธุรกิจแคเทอริ่งที่จะเปิดอย่างเป็นทางการภายในเดือน ก.ย.นี้
กลุ่มสินค้าด้านยานยนต์ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ การร่วมทุนกับ คาร์ คอนวีนี่ (Car Conveni) จากญี่ปุ่น ตั้งบริษัทใหม่ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจศูนย์บริการซ่อมรถด่วนโดยจะเซ็นสัญญาภายในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นจะเปิด 5 สาขา จากนั้นจะขายแฟรนไชส์ คาด 5 ปีตั้งเป้า 200-300 ราย ใช้เงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีบริษัท พาสโซ ในกลุ่มยานยนต์ที่จับมือกับบริษัท ปตท. ป้อนสินค้าอะไหล่และเครื่องมือช่างเข้าไปจำหน่ายในศูนย์บริการของ ปตท.และปั๊มพีที รวมทั้งเจรจากับรายอื่นๆ อาทิ เชลล์ และซัสโก้ เป็นต้น นอกเหนือจากเดิมที่จำหน่ายสินค้าเข้าอู่รถ 3,000-4,000 แห่งทั่วประเทศอยู่แล้ว
นอกจากการทำตลาดในประเทศแล้ว ล็อกซเล่ย์ยังมองโอกาสจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยมุ่งนำสินค้าเข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มซีแอลเอ็มวีและจีน รวมทั้งเตรียมเปิดตลาดในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ด้วย ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ตลาดต่างประเทศจาก 200 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาทใน 3 ปี และเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาทใน 5 ปีจากนี้
จากแผนงานทั้งหมดนี้ เชื่อว่าจะทำให้กลุ่มเทรดดิ้งสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 15% ต่อเนื่อง และทำรายได้แตะ 5,000 ล้านบาทใน 3 ปีจากนี้คงไม่ไกลเกินเอื้อม







