
จับคู่ธุรกิจคู่ไทยญี่ปุ่นโอกาสทองส่งออกแดนปลาดิบ
ประเทศญี่ปุ่นเลือกมาทำธุรกิจในไทยจำนวนมาก เพราะมีความเชื่อมั่นกับประเทศไทยสูง
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
เปิดใจ “โคอิชิ โอกาวา” รองประธาน คณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ภายหลังที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ร่วมมือกับ ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) จัดกิจกรรม MUFG Business Matching Fair in Bangkok ครั้งแรกที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อนำผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลาง จากประเทศญี่ปุ่น มาร่วมจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ทั้งรายใหญ่และรายกลาง และรายเล็ก (เอสเอ็มอี)
การจัดงานในครั้งนี้ เพราะธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ให้ความสำคัญกับการให้โอกาสใหม่แก่ลูกค้าของธนาคาร เพื่อให้ลูกค้าได้รับช่องทางลงทุน และเป็นการแนะนำทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้ามีธุรกิจที่เติบโตดี โดยเมื่อลูกค้าของธนาคารได้จับคู่ทางธุรกิจแล้ว ธนาคารพร้อมให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจและการให้บริการทางการเงินที่ดีสุด เพราะธนาคารเป็น “Total Solution Provider” ผู้ให้บริการอย่างครบวงจร
สำหรับการจับคู่ทางธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ธนาคารได้จัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมธุรกิจไทยและบริษัทญี่ปุ่น โดยมีผู้ประกอบจากญี่ปุ่นจำนวน 50 บริษัท และผู้ประกอบการไทย จำนวน 70 บริษัท รวม 120 บริษัท
เป็นกลุ่มผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มค้าปลีก กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง กลุ่มเสื้อผ้า กลุ่มธุรกิจบริการด้านอาหาร กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในบ้าน เป็นต้น รวมถึง ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่จากญี่ปุ่นมาร่วมงาน เช่น กลุ่มผู้ซื้อสินค้ารายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น
รูปแบบการจับคู่ธุรกิจมีทั้ง การร่วมค้าขายสินค้าด้วยกัน นำสินค้าจากญี่ปุ่น มาให้ลูกค้าคนไทยได้เลือกซื้อ มาจำหน่ายในไทย หรือ นำสินค้าไทยมาให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นได้คัดเลือกสินค้า เพื่อนำไปขายในญี่ปุ่นต่อไป เชื่อมั่นว่าจะมีความร่วมมือทางธุรกิจ และการลงทุนระหว่างสองประเทศในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้กลุ่ม BTMU มีความเชี่ยวชาญในการทำจับคู่ทางธุรกิจและได้การทำจับคู่ทางธุรกิจมานานกว่า 11 ปีในหลายประเทศ ทั้งเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อินโดนีเซีย ฮ่องกง ฮ่องกง เวียดนาม และไทย สามารถจับคู่ทางธุรกิจได้กว่า 4,000 บริษัท จึงมั่นใจว่าการจับคู่ทางธุรกิจในไทยครั้งแรกนี้ จะประสบความสำเร็จ เกิดการจับคู่ทางสูงถึง 250 คู่
“โอกาวา” กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีประสบการณ์ด้านบริหารงานลูกค้าเอสเอ็มอีในประเทศญี่ปุ่น โดย ธนาคารจะมุ่งออกผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่าย เข้าใจง่าย และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าของเอสเอ็มอีได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นธนาคารก็จะมุ่งให้บริการที่ดีแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีในไทยเช่นเดียวกัน เชื่อมั่นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยมีโอกาสเติบโตได้ดีต่อจากนี้
รูปแบบการจับคู่ทางธุรกิจที่จัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นนั้น มีรูปแบบ จับคู่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง และการจับคู่แบบมีผู้ประกอบการมาออกบูธจำนวนมาก เพื่อหาคู่ทางธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการที่มาร่วมงานจับคู่ทางธุรกิจจะไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยการจัดงานในไทยก็มีรูปแบบที่คล้ายกันที่นำผู้ประกอบการไม่เคยรู้จักมาก่อนได้มาทำความรู้จักกัน ซึ่งธนาคารกลายเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทางธุรกิจให้แก่ลูกค้า ซึ่งธนาคารก็จะเลือกลูกค้ามาจับคู่ธุรกิจให้ก่อน
ขณะที่ภาพรวมเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นนั้น มีจุดแข็งด้านมีทักษะการผลิตที่ดี มีเทคโนโลยีการผลิตสูง และสามารถคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตเอง มีการร่วมกลุ่มทางธุรกิจทำให้มีความเข้มแข็งมาก ส่วนภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีไทยนั้น มีความเก่งและความสามารถสูงเช่นเดียวกัน จึงเชื่อว่า ในระยะยาวเอสเอ็มอีไทยจะสามารถก้าวไปอยู่ในระดับเดียวกันเอสเอ็มอีจากประเทศญี่ปุ่นได้แน่นอน
ส่วนการที่บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเลือกมาทำธุรกิจในไทยจำนวนมากนั้น เพราะมีความเชื่อมั่นกับประเทศไทยสูง และนักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจลงทุนในไทยสูงสุดในอาเซียน อีกทั้งได้ใช้ไทยเป็นฐานลงทุนในอาเซียน(ฮับ) ด้วย เพื่อลงทุนต่อไปในประเทศลาว กัมพูชา และพม่า เป็นต้น อีกทั้งคาดว่า จะมีบริษัทจากญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง
“โอกาวา” กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า นโยบายของธนาคารต่อจากนี้ไป จะให้ความสำคัญกับการทำ Business Matching มากขึ้น และมีแผนจัดงานต่อเนื่องทุกปี เพราะธนาคารไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อให้บริการด้านการเงินแก่ลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะมุ่งบริการและชี้แนะนำโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แก่ลูกค้าในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง







