
ไทยกับศูนย์บริหารเงินระหว่างประเทศ
ไทยกับศูนย์บริหารเงินระหว่างประเทศเมื่อปีที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ คือ บริษัท ปตท. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารเงินระหว่างประเทศที่สิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ความจริงอยากจัดตั้งธุรกิจนี้ในไทยมากกว่า เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากกว่า นอกจากนี้เครือเอสซีจีกำลังพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริหารเงินขึ้น โดยอาจจะตั้งที่สิงคโปร์เช่นเดียวกัน
ไทยกับศูนย์บริหารเงินระหว่างประเทศเมื่อปีที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ คือ บริษัท ปตท. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารเงินระหว่างประเทศที่สิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ความจริงอยากจัดตั้งธุรกิจนี้ในไทยมากกว่า เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากกว่า นอกจากนี้เครือเอสซีจีกำลังพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริหารเงินขึ้น โดยอาจจะตั้งที่สิงคโปร์เช่นเดียวกัน
สำหรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศนั้น บรรษัทข้ามชาติมีบริษัทลูกมากมาย เดิมแต่ละบริษัทจะทำธุรกรรมการเงินอย่างเป็นอิสระ ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เป็นต้นว่า บางบริษัทมีเงินสดเหลือจะนำไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่อีกบริษัทหนึ่งไปขอสินเชื่อธนาคารโดยจ่ายดอกเบี้ยสูง หรือทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเสียค่าธรรมเนียมมากมาย และมีอำนาจต่อรองต่ำกว่าที่ร่วมมือกันทำธุรกรรม ยิ่งไปกว่านั้น บุคลากรทางการเงินก็ไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างแท้จริง
เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น บรรษัทข้ามชาติจึงนิยมจัดตั้งศูนย์บริหารเงินขึ้น บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นตัวแทนในการหักกลบลบหนี้กับคู่ค้าในต่างประเทศ บริหารเงินตราต่างประเทศ โดยเมื่อศูนย์บริหารเงินเติบโตตามลำดับ จะก้าวไปสู่การเป็น InHouse Bank เปรียบเสมือนนายธนาคารสำหรับบริษัทในเครือ เช่น จะรับเงินฝากและให้สินเชื่อ จะเป็นตัวแทนที่ไปติดต่อกับธนาคารภายนอก ฯลฯ
ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียได้จูงใจให้บรรษัทข้ามชาติมาจัดตั้งศูนย์บริหารเงินในประเทศของตนเอง เพื่อสร้างงานที่มีเงินเดือนค่าจ้างสูง เพราะธุรกิจนี้จ้างบุคลากรที่พูดและเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดี และเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในสาขาต่างๆ เช่น บัญชี การบริหารการเงิน กฎหมายของแต่ละประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ นอกจากนี้ธุรกิจนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ประเทศเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค
สำหรับทวีปเอเชียมีทำเลเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่โดดเด่นมาก แห่งแรก คือ ฮ่องกง มีจุดเด่น คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำมากเพียง 16.5% (เปรียบเทียบกับไทย 20%) กฎระเบียบเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่เก็บภาษีรายได้จากดอกเบี้ยและรายได้จากต่างประเทศ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำ โดยมีอัตราสูงสุดตามขั้นบันไดเพียง 17% (เปรียบเทียบกับไทย 37%) ระบบกฎหมายมาตรฐานสากล เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ ทำเลที่ตั้งใกล้กับจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกแต่มีข้อเสียอยู่บ้าง คือ ฮ่องกงไม่ให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร และมีเครือข่ายอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศต่างๆ น้อยมาก
อีกประเทศหนึ่ง คือ สิงคโปร์ มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำเช่นเดียวกัน 17% อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดสูงกว่าฮ่องกงอยู่บ้าง แต่ก็ค่อนข้างต่ำ คือ 22% กฎระเบียบเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่เก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ย ระบบกฎหมายเป็นมาตรฐานสากลเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ โดยมีจุดเด่นเหนือกว่าฮ่องกงในแง่มีมาตรการส่งเสริม Finance & Treasury Center โดยลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 10% เป็นเวลา 510 ปี มีเครือข่ายอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศต่างๆ กว้างขวางกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวสิงคโปร์มีหลายเชื้อชาติและมีการศึกษาสูง ทำให้ง่ายที่จะจ้างบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ ซึ่งสามารถพูดและเขียนได้หลายภาษาทั้งอังกฤษ จีน อินเดีย มาเลย์ ฯลฯ
มาเลเซียตามมาแบบห่างๆ แม้มีมาตรการส่งเสริม Treasury Management Center โดยลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 70% (ปกติ 25% ลดลงเหลือ 7.5%) เป็นเวลา 5 ปี ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ย ฯลฯ แต่จุดอ่อนสำคัญ คือ ไม่ใช่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและยังมีข้อจำกัดด้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอยู่บ้าง
สำหรับไทยมีจุดด้อยมากมายทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากบรรษัทข้ามชาติ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการส่งเสริมโดยผ่อนปรนเงื่อนไขหลายประการก็ตาม สำหรับจุดเด่นสำคัญของไทยก็พอมีอยู่บ้าง คือ ค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก โดยเฉพาะค่าเช่าสำนักงานและค่าเช่าบ้านสำหรับบุคลากรต่างชาติ
แต่ยังมีปัญหาและอุปสรรคอีกมากมาย เช่น ไม่ให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร ยังเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ย มีความยุ่งยากด้านกฎระเบียบ ระบบกฎหมายยังไม่เป็นสากล ขาดความมั่นคงทางการเมือง ยากในการหาบุคลากรที่ทั้งเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเก่งด้านภาษาอังกฤษ ฯลฯ ซึ่งเป็นการบ้านสำคัญหากคิดจะเอาดีในด้านนี้







