
เศรษฐกิจประยุทธ์ 1 ปฏิบัติขัดนโยบาย
หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ถือว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการเต็มตัว โดยในส่วนของการบริหารงานเศรษฐกิจ รัฐบาลรับไม้ต่อจากการบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังทำได้ไม่เต็มที่
การแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมา ระบุว่า จะดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนต้องดำเนินการทันที ระยะปานกลางแก้ปัญหาพื้นฐานที่ค้างคามานาน และระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับระยะเร่งด่วน จะสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช. เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และทำงบประมาณปี 2558 เร่งอนุมัติโครงการลงทุนที่ขอผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาจัดทำเป็นโครงการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ดูแลเกษตรกรให้มีรายได้ที่เหมาะสมโดยการลดต้นทุนการผลิต ชักจูงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น
ด้านระยะปานกลาง ประสานนโยบายการเงินการคลังให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปฏิรูปเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับต้นทุนและมีการเก็บอัตราภาษีที่เหมาะสม มีการปฏิรูปภาษี ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บภาษีมรดก ยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) การแก้ไขหนี้จำนำข้าว 7 แสนล้านบาท
สุดท้ายด้านระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ปรับปรุงการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา
ทั้งหมดเป็นนโยบายการบริหารเศรษฐกิจภาพรวมของรัฐบาล ซึ่งได้เขียนไว้ครอบคลุมด้านต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติให้เกิดผลตามนโยบาย ยังมีปัญหาที่เป็นอุปสรรคอีกมาก จนทำให้นักธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชน สับสนว่านโยบายรัฐบาลกับการปฏิบัติการจะเป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่
เริ่มตั้งแต่นโยบายระยะเร่งด่วน การเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ที่ผ่านมา คสช.ทำได้เป็นน้ำเป็นเนื้อคือการจ่ายหนี้จำนำข้าวให้ชาวนา 9.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ส่วนในด้านอื่นๆ ยังเดินหน้าได้น้อยโดยเฉพะการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 เพราะความไม่พร้อมของโครงการ นอกจากนี้ คสช.ยังมีการตรวจสอบปัญหาการทุจริตโครงการลงทุนละเอียดยิบทำให้การเบิกจ่ายลงทุนคืบหน้าได้น้อย
ดังนั้น นโยบายการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ในทางปฏิบัติจึงทำได้ยาก เพราะเหลือเวลาเบิกจ่ายไม่ถึงเดือนก็จะจบปีงบประมาณ 2557 จากการเปิดเผยของ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ล่าสุดพบว่า งบ 3.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ยังเบิกจ่ายไม่ได้อีกประมาณ 2 แสนล้านบาท ดังนั้นการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2557 จึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้
ขณะที่มาตรการเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเร่งการลงทุนขนาดใหญ่ ให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แต่ปรากฏว่าขณะนี้กฎหมายร่วมลงทุนรัฐและเอกชน (PPP) ยังอยู่ระหว่างร่างกฎหมายลูกอีกถึง 7 ฉบับ ต้องใช้เวลาถึงปีหน้าถึงจะทำเสร็จ และกระทรวงการคลังตั้งเป้าโครงการลงทุนร่วมทุนรัฐกับเอกชน หรือ PPP ในงบประมาณปี 2558 ไว้ประมาณ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่น้อยมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะที่ชะลอตัว
ด้านการดูแลรายได้ของเกษตรกรให้เหมาะสม แต่รัฐบาลยืนยันไม่ทำโครงการรับจำนำ ไม่ทำโครงการประกันพืชผลเกษตรกร จะใช้วิธีการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มไม่มาก เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความหวังที่จะให้การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวหมดหวังไปด้วย เพราะรายได้ของเกษตรกรยังมีแนวโน้มตกต่ำ ส่วนการชักจูงให้คนมาท่องเที่ยวในไทย แม้ว่าที่ผ่านมา คสช.จะยกเลิกการทำวีซ่าของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาในเมืองไทย ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ระดับหนึ่ง แต่การที่ คสช.ยังประกาศกฎอัยการศึกจึงทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่เชื่อมั่นที่จะเข้ามาเที่ยวในไทย
เมื่อมาพิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจระยะปานกลาง เริ่มตั้งแต่การประสานนโยบายการคลังให้สอดคล้องกับนโยบายการเงิน ในช่วงนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้นโยบายการคลังเป็นหลัก ส่วนนโยบายการเงินไม่สามารถช่วยได้มาก เพราะการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปัจจุบันอยู่ที่ 2% ต่อปี เป็นระดับที่ต่ำไม่สามารถลงได้มากไปกว่านี้ นอกจากนี้แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตยังเป็นขาขึ้น จากการยกเลิกมาตรการคิวอีของสหรัฐ ทำให้เงินทุนไหลกลับ ต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งก็จะกระทบกับการลงทุนในประเทศทำให้ต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่เป็นผู้กู้รายใหญ่จะทำให้มีภาระชำระดอกเบี้ยมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
นโยบายเศรษฐกิจระยะปานกลาง ยังมีการปฏิรูปเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับต้นทุนและมีการเก็บอัตราภาษีที่เหมาะสม ที่ผ่านมา คสช.ได้ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน แต่ปรับเพิ่มน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินราคาถูกลง 23 บาท/ลิตร จนถูกมองว่าเป็นการลดภาษีที่ผิดฝาผิดตัว ทำให้ประชาชนเร่งการบริโภคน้ำมันโดยไม่ประหยัดมากขึ้น
ที่ร้อนกว่านั้น คือ การปฏิรูปภาษี รัฐบาลมีแผนปรับเพิ่มภาษีแวต จากปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 7% จากที่กฎหมายกำหนดให้เก็บ 10% ในปลายปี 2558 ซึ่งการขึ้นแวตจะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหา โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่มีอยู่ในช่วงชะลอตัว นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก ซึ่งยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ แม้แต่ สมหมาย ยังออกมาเปิดเผยว่า ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะภาษีมรดก อาจจะสร้างปัญหาปวดหัวตามมา เช่น กรณีผู้ที่รับมรดกมายังไม่ได้เป็นคนรวยเงินทอง แต่ได้มรดกเป็นที่ดินมูลเกิน 50 ล้านบาท ต้องเสียภาษีมรดกก็ต้องขายที่ดินเพื่อมาจ่ายภาษีมรดก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาซ้ำซ้อน หากมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เจ้าของมรดกเสียภาษีที่ดินมาจนถึงวันตาย ทายาทได้ที่ดินเป็นมรดกและต้องมาเสียภาษีมรดกอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่เป็นธรรมกับผู้เสียภาษีอีกหรือไม่
ยังมีกรณีของการยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) เพราะเห็นว่าเป็นคนรวยได้ประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงมีคนชั้นกลางได้ประโยชน์จำนวนมาก ที่สำคัญมีเงินของกองทุน LTF อยู่ในตลาดหุ้นถึง 2.5 แสนล้านบาท หากมาตรการนี้หมดอายุในปี 2559 และไม่ต่ออายุตามนโยบายของรัฐบาลย่อมสะเทือนตลาดหุ้นไม่น้อย
สุดท้ายด้านระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ปรับปรุงการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ก็ยังมีปัญหาล่าช้า ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เดินหน้าลงทุนเชื่องช้า ส่วนการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ เมื่อมีการเข้าไปดูในรายที่มีปัญหามาก พบว่ามีขาดทุนสะสมเป็นแสนล้านบาท ทำให้การแก้ปัญหาสะดุดเดินหน้าไม่ออก เพราะการแก้ปัญหาสุดท้ายหนีไม่พ้นต้องใช้เงินงบประมาณเข้าไปโปะ
จากปัญหาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลหลายเรื่องหลายด้าน มีความขัดแย้งกับการปฏิบัติให้เกิดจริง หรือพูดง่ายๆ มีนโยบายแต่ทำให้เกิดจริงได้ยาก หรือทำให้เกิดได้จริง ก็ไม่แน่ใจว่าจะส่งผลดีหรือส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 2% ลำบาก แม้แต่ สมหมาย รมว.คลัง ล่าสุดก็ไม่รับปากว่าทำได้หรือไม่
สำหรับเศรษฐกิจปีหน้าที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 45% ต่อปี แต่หากไม่ปรับนโยบายการบริหารเศรษฐกิจให้ปฏิบัติได้จริง ไม่เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเศรษฐกิจปีหน้าที่ว่าสดใส อาจจะมืดมนขยายตัวได้น้อยไม่เป็นไปตามเป้าอีกปีหนึ่ง







