posttoday
ปตท.อนาคตสดใส

ปตท.อนาคตสดใส

15 กันยายน 2557

ราคาหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) ปรับตัวขึ้นแรงนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. ที่ปลัดกระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี เพื่อที่จะให้สะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาด โดยการยื่นเสนอนี้จะถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ

ราคาหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) ปรับตัวขึ้นแรงนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. ที่ปลัดกระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี เพื่อที่จะให้สะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาด โดยการยื่นเสนอนี้จะถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ

ทั้งนี้ ราคาเอ็นจีวีคาดว่าจะปรับขึ้น 1 บาท/กิโลกรัม สู่ระดับ 11.5 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่จะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือรถรับส่งคนโดยสารประจำทางและรถแท็กซี่ ในขณะเดียวกันราคาแอลพีจีสำหรับภาคการขนส่งจะถูกปรับขึ้น 0.62 บาท เป็น 22 บาท

หุ้น PTT ได้ปรับขึ้นจาก 334 บาท เป็น 348 บาท หรือปรับขึ้น 4.19% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3,701 ล้านบาท แม้ว่าวันที่ 12 ก.ย. ราคาหุ้นอ่อนตัวลง 2 บาท ปิดที่ 354 บาท และถือข้ามไปวันจันทร์ที่ 15 ก.ย.นี้ ได้รับสิทธิรับเงินปันผลระหว่างกาลถึงหุ้นละ 6 บาท

PTT ได้รับผลดีจากการปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี ทั้งนี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต คาดว่าการปรับขึ้นราคาที่ 1 บาท/กิโลกรัม จะช่วยให้ PTT ขาดทุนลดลง 3,000 ล้านบาท/ปี (จากที่คาดว่าจะขาดทุน 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้)

ปัจจุบัน PTT ขายเอ็นจีวี 3.2 ล้านตัน/ปี โดยขาดทุนกว่า 5.5-5.8 บาท/กิโลกรัม

การปรับเพิ่มขึ้นของราคาแอลพีจี ภาคขนส่งที่ 0.63 บาท/กิโลกรัม เป็น 22 บาท เป็นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาให้ใกล้เคียงกับราคาภาคครัวเรือนเท่านั้นที่ 21.38 บาท/กิโลกรัม

บล.ธนชาต ไม่มั่นใจว่าการปรับราคาเพิ่มขึ้นจะไปสู่ PTT หรือรัฐบาลที่น่าจะนำไปบริหารกองทุนน้ำมันฯที่ขาดดุล ณ วันนี้ PTT อ้างว่าบริษัทเริ่มขาดทุนจากการผลิตแอลพีจีแล้ว แต่ยังไงก็ตามมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกล่าวหาว่า PTT ได้ประโยชน์จากการที่ขายแอลพีจีสู่บริษัทลูกในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด

ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ถือ” ต่อ PTT จากการที่คาดว่าการปฏิรูปพลังงานจะทำให้ ปตท.ไม่ได้ทั้งผลเสียและผลดี คือได้ประโยชน์จากราคาเอ็นจีวีที่สูงขึ้น (และน่าจะมีแอลพีจีด้วย) ซึ่งจะไปหักกลบกับผลกระทบเชิงลบต่อการปรับปรุงราคาการใช้ท่อเชื้อเพลิงและราคาแอลพีจี ที่ทาง PTT ขายให้กับบริษัทในเครือกลุ่มพลังงานยังคงติดอยู่บนกับดักของมูลค่า

ล่าสุด PTT มีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ถึง 30,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 57,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า กำไรสุทธิรวมครึ่งปีนี้ที่ดีขึ้น ส่วนใหญ่มาจากผลงานที่ดีขึ้นของ ปตท. โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ โรงแยกก๊าซเพิ่มสูงขึ้นตามราคาปิโตรเคมีอ้างอิง รวมทั้งเงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้มีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 1,453 ล้านบาท หรือ 46.4% เป็น 4,587 ล้านบาท นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจการกลั่นยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันด้วย

สำหรับรายได้จากการขายจำนวน 1,433,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63,855 ล้านบาท หรือ 4.7% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและธุรกิจน้ำมันที่ได้ดีจากราคาในตลาดโลกสูงขึ้น

ปฏิภาณ สุคนธมาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กล่าวว่า กำไรในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ทำได้ 12,380 ล้านบาท สอดคล้องกับอัตรากำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่าย (อีบิตดามาร์จิ้น) จะดีขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 11% จากระดับปกติที่ทำได้ 1011% จากช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 8%

“ธุรกิจสายอะโรเมติกส์ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2 ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์และส่วนต่างราคาขาย (สเปรด) เริ่มฟื้นตัวปลายไตรมาส และปัจจุบันดีขึ้นมาที่ประมาณ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากจุดต่ำสุดที่ลงไปถึงระดับ 300 เหรียญสหรัฐ/ตัน เนื่องจากกำลังผลิตใหม่ในตลาดโลกเลื่อนแผนการผลิตไปเป็นปี 2558”

สำหรับสายโอเลฟินส์อยู่ในวงจรขาขึ้น ราคาขายและสเปรดเม็ดโพลีเอทิลีนยังดีต่อเนื่องในช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 3 จากปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 1,600 เหรียญสหรัฐ/ตัน และสเปรดอยู่ที่ประมาณ 700 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากจีนที่มีความต้องการสูงขึ้นจึงยังคงเป้าหมายกำไร

ปี 2557 ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

บริษัทยังไม่มีแผนในการเพิ่มทุน แม้ตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่ 790 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เนื่องจากมีความสามารถในการลงทุนได้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท/ปี

ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และสิ้นปีน่าจะเพิ่มเป็น 4 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังสามารถกู้เพิ่มจากดีอีต่ำเพียง 0.3 เท่า

ล่าสุดเพิ่งขายหุ้นกู้ 1 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 4.5% ส่งผลให้ต้นทุนรวมลดลงเหลือประมาณ 4.8% จากเดิมที่ 5%

บวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2558 จะได้ข้อสรุปรูปแบบการลงทุนโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ รวมถึงโรงกลั่นใหม่ขนาดกำลังผลิตประมาณ 2.4 ล้านบาร์เรล/วัน คาดมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการอยู่ที่ 7,000-8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

SGP คาดกำไรฟื้น

จินตณา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) กล่าวว่า ในไตรมาส 3 นี้ คาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะเริ่มกลับมามีกำไรสุทธิ และเชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีกำไรไม่น้อยกว่า 1,300 ล้านบาท เพื่อให้ผลกำไรของบริษัทในปี 2557 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิประมาณ 1,000 ล้านบาทได้ จากงวด 6 เดือนแรก มียอดขาดทุนสุทธิ 265 ล้านบาท

สาเหตุเนื่องจากแนวโน้มราคาก๊าซแอลพีจีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้น่าจะสูงขึ้น ตามวงจรความต้องการใช้ก๊าซสูงสุดมักจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี และประเมินว่าราคาก๊าซในตลาดโลกมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐ/ตันได้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 795 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ทั้งนี้ ผลกำไรในช่วงครึ่งหลังของปีจะสามารถพลิกให้ทั้งปีกลับมามีกำไรประมาณ 1,000 ล้านบาทนั้น แต่ก็ถือว่ายังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีกำไรสุทธิ 1,602 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทประสบปัญหาจากราคาก๊าซที่ลดลง ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง (สต๊อกลอส) ขณะเดียวกันไม่สามารถปรับราคาขายได้

ส่งผลให้รายได้ของบริษัทในปีนี้อาจเติบโตเพียง 1314% ต่ำกว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% หรือ 7.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีลูกค้าระยะยาว 12 ราย ได้ขอลดราคาในอัตราที่บริษัทไม่สามารถรับได้ จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญาการซื้อขาย ซึ่งคิดเป็นปริมาณการซื้อขายประมาณ 3 หมื่นตัน/เดือน และส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายในส่วนของการขายต่างประเทศ

แต่คาดว่าจะลดลงสูงสุดไม่เกิน 5% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.7 ล้านตัน แต่ในส่วนของยอดขายในประเทศยังคงเดิมที่ 1.3 ล้านตัน รวมแล้วปริมาณการขายก๊าซทั้งปีเกือบ 3 ล้านตัน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน