
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
ต้องยอมรับว่าการคาดการณ์ทิศทางตลาดในระยะสั้นค่อนข้างยาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกิดการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็ก จนทำให้ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นแบบผิดปกติ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป เนื่องจากการวิ่งขึ้นแบบรวดเร็วโดยไร้ปัจจัยพื้นฐานที่รองรับอย่างเป็นรูปธรรม แม้การคาดการณ์ SET INDEX จะยากในระยะสั้น แต่การหาหุ้นเล่นกลับง่ายกว่า เพราะการเข้าซื้อในตัวที่เก็งกำไรมักจะได้ส่วนต่างของราคาในระยะสั้น แม้จะเป็นที่รับรู้กันว่าจุดจบไม่น่าจะสวยเท่าไรก็ตาม
ต้องยอมรับว่าการคาดการณ์ทิศทางตลาดในระยะสั้นค่อนข้างยาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกิดการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็ก จนทำให้ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นแบบผิดปกติ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป เนื่องจากการวิ่งขึ้นแบบรวดเร็วโดยไร้ปัจจัยพื้นฐานที่รองรับอย่างเป็นรูปธรรม แม้การคาดการณ์ SET INDEX จะยากในระยะสั้น แต่การหาหุ้นเล่นกลับง่ายกว่า เพราะการเข้าซื้อในตัวที่เก็งกำไรมักจะได้ส่วนต่างของราคาในระยะสั้น แม้จะเป็นที่รับรู้กันว่าจุดจบไม่น่าจะสวยเท่าไรก็ตาม
เพราะฉะนั้นในภาวะเช่นนี้ ความสำคัญในการลงทุนกลับไม่ใช่เป็นเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน แต่กลับเป็นเรื่องของการหาจังหวะในการลงทุนมากกว่า ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้จะส่งผลทำให้นักลงทุนน่าจะตัดสินใจยากกันพอสมควรกรณีไม่มีเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจ หลายท่านมักจะมีคำถามถึงผู้เขียนเสมอว่า ควรใช้เครื่องมืออะไรในการวิเคราะห์ในภาวะตลาดเช่นนี้ ซึ่งคำตอบที่ผู้เขียนมักจะตอบไปก็คือ ไม่มีสูตรอะไรตายตัวว่าจะใช้เครื่องมืออะไรในการวิเคราะห์ เพราะตลาดหุ้นมีความไดนามิกตลอดเวลา และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสูตรตายตัวในการทำนายหรือคาดการณ์ตลาด แต่บ่อยครั้งสิ่งที่มักจะใช้ได้ และผู้เขียนเองก็มักจะใช้เครื่องมือดังกล่าวในการคาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นระยะสั้นอย่างสม่ำเสมอนั้นก็คือ การวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าวิเคราะห์กราฟนั่นเอง?
ในอดีตต้องยอมรับว่าความยุ่งยากในการวิเคราะห์ทางเทคนิคมีสูงมาก เพราะการรวบรวมข้อมูลเป็นจำนวนมากยาก แต่การใช้การคำนวณด้วยคน จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ทางเทคนิคในไทย เริ่มต้นด้วยการใช้กระดาษกราฟในการตีเส้นและค่อยมาคำนวณ ซึ่งแน่นอนจะมีความยุ่งยาก แม้ช่วง 25 ปีก่อนหน้า เริ่มมีการใช้ PC คำนวณ แต่ก็เป็นการคำนวณที่ต้องมีการ UPDATE ด้วยแผ่นข้อมูล
ทั้งหมดนี้จะเห็นว่ามีความยุ่งยากและเสียเวลา อีกทั้งโปรแกรมในการวิเคราะห์ทางเทคนิคในยุคแรกๆ มีราคาแพง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเครื่องมากกว่าหมื่นบาทต่อเดือน ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่ง่ายเลยในการวิเคราะห์ทางเทคนิคในอดีตนี้ ยังไม่นับถึงหนังสือที่เขียนถึงการวิเคราะห์ทางเทคนิค ในยุคเริ่มต้นมีแค่ภาษาอังกฤษที่ต้องสั่งผ่านร้านเอเชียบุ๊คสเท่านั้น แต่เมื่อมาสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุค Internet เฟื่องฟู นอกจากความถูกในการเชื่อมต่อ Internet ที่ต่อเดือนอยู่ที่หลักร้อยแล้ว โปรแกรมการวิเคราะห์ทางเทคนิคยังถือว่าถูกมาก ยกตัวอย่างโปรแกรมที่ได้รับความนิยมของนักลงทุนไทยในปัจจุบันนั้นก็คือ โปรแกรม Aspen และโปรแกรม EFIN ค่าใช้จ่ายการให้บริการก็ถูกลงมาก แถมมีการบริการแบบ REAL TIME ซึ่งก็สามารถใช้ง่ายตามเว็บต่างๆ ของโบรกเกอร์หลายๆ แห่ง กรณีไม่สามารถหาที่ไหนได้ ท่านสามารถเข้า LOGIN ได้ที่ www.aekinvestment.com ผมประมาณคร่าวๆ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยเฉลี่ยก็แค่หลักพัน หรือ 1,000 ต้นๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็แค่ 10% เมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นการยืนยันว่าต้นทุนในการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคถูกกว่ามาก และส่วนตัวยังคิดว่าค่าใช้จ่าย 1 เดือน อาจจะถูกกว่าค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นของท่านต่อวันด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้นบทเรียนในความผันผวนของตลาดหุ้นรอบนี้ สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ต้องกระทำก็คือ ต้องมีเครื่องมือในการช่วยการตัดสินใจโดยการวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งเท่านั้น แต่ท่านต้องมีกลยุทธ์ของท่านเองในการตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน การไม่คิดจะเล่นเลย ก็จะพลาดโอกาสทำกำไร แต่กรณีเล่นและไม่มีจุดหนีก็อาจจะติดหุ้น กรณีหมดรอบจึงต้องสร้างกลยุทธ์ ยกตัวอย่างขาดทุนเท่าไร 510% CUT LOSS, ถือเกิน 5 วันทำการไม่ขึ้น CUT LOSS เป็นต้น
บทสรุป ณ จุดนี้ ท่านต้องพยายามหาเครื่องมือในการตัดสินใจมาเก็งกำไรในตลาดหุ้น ปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้พอร์ตของท่านชนะตลาดที่มีความผันผวนในปัจจุบัน







