
นักลงทุนขอบีโอไอสูงสุด
บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมลงทุน ส.ค. 126 โครงการ มูลค่า 4.5 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้นสูงสุดในปีนี้
บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมลงทุน ส.ค. 126 โครงการ มูลค่า 4.5 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้นสูงสุดในปีนี้
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในเดือน ส.ค. 2557 มีนักลงทุนยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามา 126 โครงการ มูลค่าลงทุน 4.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 120 โครงการ มูลค่าลงทุน 3.8 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% และ 20.8% ตามลำดับ
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ยอดขอรับส่งเสริมในเดือนนี้ถือว่าเป็นปริมาณที่สูงสุดในปีนี้ แต่ต่ำกว่าเดือน มี.ค. ที่มูลค่าขอรับส่งเสริมการลงทุน 1.59 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการยื่นขอรับส่งเสริมของกิจการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโคคาร์ 2) จำนวน 10 ราย
โครงการสำคัญที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในเดือนนี้ ได้แก่ กิจการผลิตโลหะเสริมแรงในยางรถยนต์ เคมีภัณฑ์ ผลิตก๊าซไฮโดรเจนและคาร์บอนมอนอกไซด์ ผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ ผลิตตลับลูกปืนสำหรับเพลาขับ เขตอุตสาหกรรม สิ่งทอ การวิจัยและพัฒนาด้านยานยนต์ ชิ้นส่วนโลหะสำหรับยานยนต์และเครื่องจักร
อย่างไรก็ตาม 8 เดือนแรก มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 886 โครงการ เงินลงทุนรวม 4.16 แสนล้านบาท และเป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่เคยลงทุนในไทยถึง 458 โครงการ หรือ 52% ของคำขอทั้งหมด จึงมั่นใจว่าปีนี้จะทะลุ 7 แสนล้านบาท” นายอุดม กล่าว
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ถึงขณะนี้ยังมั่นใจว่ายอดขอรับการส่งเสริมฯ ปีนี้จะได้ถึง 7 แสนล้านบาทตามเป้าหมาย เพราะใน 4 เดือนสุดท้ายของปีจะเป็นฤดูกาลที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามามาก ประกอบกับความเชื่อมั่นดีขึ้นตามสถานการณ์การเมืองที่เข้าสู่ภาวะปกติและมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ
ทั้งนี้ จากการขอยื่นขอรับส่งเสริมทั้งหมดหากแยกเฉพาะส่วนที่เป็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ( เอฟดีไอ) มีทั้งสิ้น 550 โครงการ เงินลงทุนรวม 2.88 แสนล้านบาท ลดลง 9% และ 29.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ
ทั้งนี้ นักลงทุนที่ยื่นขอรับส่งเสริมเป็นอันดับหนึ่ง ยังคงเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น จำนวน 250 โครงการ มูลค่าลงทุน 1 แสนล้านบาท โดยมูลค่าลงทุนจากญี่ปุ่นลดลง 51% เนื่องจากปริมาณความต้องการรถยนต์ในประเทศลดต่ำลง ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากคอมพิวเตอร์ไปสู่การผลิตโทรศัพท์มือถือและแทปเล็ท ซึ่งไม่ต้องการใช้ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เป็นตัวเก็บข้อมูล และภาวะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวช้า
รองลงมาเป็นการลงทุนจากสหภาพยุโรปลงทุน จำนวน 83 โครงการ เงินลงทุน 7.45 หมื่น ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่า 1.71 หมื่นล้านบาท
การลงทุนจากสหรัฐฯ จำนวน 20 โครงการ เงินลงทุน 4.07 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่า 8,167 ล้านบาท การลงทุนจากเกาหลีใต้ จำนวน 30 โครงการ เงินลงทุนรวม 1.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่า 1,574 ล้านบาท







