
‘กรุงกวี’ปัดฝุ่นที่ดินผุดบ้านไฮเอนด์
มั่นใจกำลังซื้อฟื้นตั้งราคา2368ล.เล็งขึ้นคอนโดต่อ
มั่นใจกำลังซื้อฟื้นตั้งราคา2368ล.เล็งขึ้นคอนโดต่อ
กรุงกวีมั่นใจกำลังซื้อฟื้นลุยเปิดตัวบ้านหรูริมสนามกอล์ฟ เจาะกลุ่มนักลงทุนไทยเทศรับเปิดเออีซี
นายกนก เหวียนระวี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงกวี เปิดเผยว่า หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเริ่มผ่อนคลายและได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ ทำให้บริษัทเดินหน้าลงทุนต่อ โดยล่าสุดได้แบ่งที่ดิน 200 ไร่จากทั้งหมด 1,000 ไร่ ของสนามกอล์ฟกรุงกวีบนถนนรังสิตนครนายก คลอง 4 มาพัฒนาโครงการ “กรุงกวี” โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ พื้นที่ใช้สอย 428-717 ตารางเมตร (ตร.ม.) เนื้อที่ 1.5-2 ไร่ ราคาขายเริ่มต้น 26 ล้านบาท บ้านสั่งสร้างบนที่ดินขนาด 106-434 ตารางวา (ตร.ว.) ราคาขายเริ่มต้น 23-68 ล้านบาท และที่ดินจัดสรรเนื้อที่ 284-865 ตร.ว. ราคาขายเริ่มต้น 13.5 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 4.5-6.5 หมื่นบาท/ตร.ว.
สำหรับโครงการกรุงกวีได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2553 แต่เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 จึงได้ชะลอการขายออกไป แม้ว่าภายในโครงการและสนามกอล์ฟจะไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม แต่เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต บริษัทจึงได้เสริมคันดินสูง 3.5 เมตร กว้าง 12 เมตร ระยะทาง 45 กิโลเมตรรอบโครงการ เพื่อป้องกันน้ำท่วมและยังมีการปรับภูมิทัศน์ของโครงการให้มีความสวยงาม
“ปัจจุบันมียอดขายบ้านแล้ว 4 ยูนิต โดยบริษัทได้มุ่งทำการตลาดตรงถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ร่วมกับสถาบันการเงินเป็นพันธมิตรในการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าระดับกลางบน โดยเชื่อว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปีหน้า เนื่องจากเป็นโครงการใกล้เมืองโครงการเดียวที่รายล้อมด้วยธรรมชาติของต้นไม้และสนามกอล์ฟ พร้อมกันนี้การออกแบบและวางแลนด์สเคปที่คำนึงในทุกด้านเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ปลูกมาเป็นเวลานาน อีกทั้งการจัดสรรที่ดินเปล่าขายในปัจจุบันหาได้ยากมากทำให้เชื่อว่าจะสามารถปิดการขายได้ไม่ยาก” นายกนก กล่าว
อย่างไรก็ดี โครงการกรุงกวีตั้งอยู่พื้นที่ 1,000 ไร่ ภายในโครงการประกอบไปด้วยสนามกอล์ฟขนาด 450 ไร่ และพื้นที่สวนสาธารณะรอบโครงการ เหลือพื้นที่กว่า 350 ไร่ ได้นำมาพัฒนาโครงการกรุงกวี 200 ไร่ และที่เหลืออีกกว่า 150 ไร่ มีแผนจะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมอีกกว่า 1,000 ยูนิต พัฒนาเป็นห้องขนาดใหญ่เพื่อให้อยู่อาศัยเป็นครอบครัว เนื่องจากบริษัทมองว่าในอนาคตการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยจำนวนมาก
ทั้งนี้ ประกอบกับที่ดินด้านข้างโครงการซึ่งทางราชการได้เวนคืนไปทำถนนวงแหวนรอบนอกจุดขึ้นลงทางด่วนจึงอยู่ใกล้โครงการ ทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมยังกระจายมาในโซนรังสิต พระนครศรีอยุธยา และนครนายกมากขึ้น ทำให้มีผู้บริหารชาวต่างชาติหรือเจ้าของกิจการในย่านนี้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงาน







