
บูมชาอินทรีย์แม่สลอง
กสอ.ดันชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง เชียงราย สู่แหล่งผลิตระดับโลก
กสอ.ดันชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง เชียงราย สู่แหล่งผลิตระดับโลก
นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า กสอ.ได้จัดทำโครงการไทยแลนด์ฟู้ดวัลเลย์ (Thailand Food Valley) เริ่มต้นที่ภาคเหนือ พร้อมทำแผนพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการชาในดอยแม่สลอง จ.เชียงราย ให้มีการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์มีผู้ประกอบการกว่า 200 ราย พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปลูกชาอินทรีย์ (ออร์แกนิก)คุณภาพสูง ติดอันดับและ กสอ. จะเร่งสร้างแบรนด์ ชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง ให้เป็นแหล่งปลูกชาออร์แกนิกระดับโลก ที่ปัจจุบันมีตลาดรองรับในหลายประเทศทั่วโลก
สำหรับการสร้าง แบรนด์ ชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง เพราะเป็นแหล่งปลูกชาคุณภาพสูงแห่งเดียวในไทย และมีเป็นการปลูกแบบออแกนิคส์ด้วย ถือว่ามีศักยภาพการปลูกอันดับต้นๆ ของเอเชีย โดย ทั้งนี้ กสอ.ได้เข้ามาแนะนำในด้านลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพชา และการปรับบรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ชาอินทรีย์อีก 10 เท่า เมื่อเทียบกับชาปกติ
นอกจากนี้ ชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง ยังได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก USDA จากสหรัฐและยุโรปด้วย นอกจากนี้ในปีต่อไป จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชาในพื้นที่ หันมาปลูกชาออแกนิคส์มากขึ้น และพัฒนาการปรับบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยมากขึ้น
ทั้งนี้ปัจจุบันในพื้นที่ภาคเหนือ มีโรงงานส่งออกอาหารแปรรูปจำนวน 500 โรงงาน และ กสอ.ได้ทำโครงการฟู้ดวัลเลย์ ในการพัฒนากลุ่มอาหารล้านนา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอาหารสู่สากล ทำให้พัฒนาผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง และผลักดันให้ภาคเหนือเป็นพื้นที่ผลิตอาหารที่ดีสุด ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมโครงการจะเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหาร 510% เชื่อมั่นว่าจะทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถแข่งขันเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ได้
นายทวี อภิรดีชนะ ตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมชาดอยแม่สลอง (กลุ่มคลัสเตอร์ชา) กล่าวว่า ในดอยแม่สลอง มีการปลูกชามากกว่า 1.2 แสนไร่ โดยได้ปลูกชาสายพันธุ์ต่างๆ อาทิ ชาอู่หลง และชาพื้นเมือง เป็นต้น โดยชาอินทรีย์ได้รับความนิยมปลูกในพื้นที่เพิ่มขึ้น เพราะมีราคาสูงกว่าชาปกติ และเป็นที่ต้องการของซึ่งชาอู่หลงเบอร์ 12 มีราคาสูงกว่าชาปกติ 2,000 บาท และชาเบอร์ 17 มีราคาประมาณ 1,000-3,000 บาท ขณะเดียวกันในตลาดโลก







