
บ้านปูชนะคดีงานทวี
ศาลอุทธรณ์สั่งไม่ต้องจ่าย3หมื่นล้านหุ้นกลับปักหัวลงแรงสวนทางข่าวดี
ศาลอุทธรณ์สั่งไม่ต้องจ่าย3หมื่นล้านหุ้นกลับปักหัวลงแรงสวนทางข่าวดี
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีหงสา บ้านปูไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยร่วม 3 หมื่นล้าน
นางสมฤดี ชัยมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า วันที่ 9 ก.ย. 2557 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยกฟ้องบริษัท บริษัทย่อย และผู้บริหาร ในคดีที่นายศิวะ งานทวี และพวก เป็นโจทก์ฟ้อง กรณีสัมปทานเหมืองถ่านหิน รวมทั้งรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่เมืองหงสา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทั้งนี้ ศาลให้เหตุผลว่า บริษัทกระทำการโดยสุจริตทั้งก่อนและหลังการเข้าทำสัญญาร่วมพัฒนาโครงการ และบริษัทไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ฝ่ายโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง
ดังนั้น เมื่อศาลให้ยกฟ้องในคดีดังกล่าว กลุ่ม BANPU จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาไว้ อีกทั้งไม่ต้องส่งมอบเอกสารข้อมูลสัมปทานเหมืองถ่านหิน รวมทั้งรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่เมืองหงสาให้กับโจทก์ด้วยและค่าฤชาธรรมเนียมด้วย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานทวีสามารถยื่นต่อศาลฎีกา เพื่อคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันหลังจากนี้ และหากยังไม่เพียงพอก็สามารถขยายเวลาได้อีก 30 วัน
ด้านผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาจำนวน 102 แผ่น โดยสรุปว่า การที่รัฐบาลลาวยกเลิกสัญญาสัมปทานล้วนแล้วแต่เป็นความผิดพลาดของฝ่ายโจทก์ทั้งสิ้น
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2557 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ BANPU ส่งคืนเอกสารข้อมูลจำเพาะต้นฉบับ 13 รายการ ให้กับนายศิวะและพวก โจทก์ที่ 15 โดยให้ BANPU กับบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องวันที่ 3 ก.ค. 2550 เป็นต้นไป
นอกจากนั้น ยังให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ในอนาคต ตั้งแต่ปี 2558-2570 ปีละ 860 ล้านบาท และปีละ 1,380 ล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2571-2582 กำหนดให้ชำระในวันสิ้นปี รวมค่าเสียหายที่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 3.1 หมื่นล้านบาท และหากผิดนัดต้องจ่ายดอกเบี้ยอีก 7.5% ต่อปี รวมทั้งให้ BANPU และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย จำนวน 5 ล้านบาท
บริษัท บ้านปู ได้ขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย H ห้ามซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราวในภาคเช้าของวันที่ 9 ก.ย. เนื่องจากรอคำพิพากษา เมื่อผลสรุปออกมาชัดเจนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเปิดให้ซื้อขายหุ้นตามปกติ แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงสวนทางกับข่าวดี และสุดท้ายปิดที่ระดับ 32.25 บาท ลดลง 1.75 บาท หรือ 5.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 1,655ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ให้ BANPU เป็น Top Pick และยังคงคำแนะนำ“ซื้อ” เชื่อว่าราคาถ่านหินได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แม้ว่าจะยังคงอ่อนแออยู่จากการที่เศรษฐกิจของประเทศจีนเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และนโยบายของอเมริกาที่จะลดมลภาวะจากการลดการบริโภคถ่านหินลง 27% ภายใน 2563 แต่เชื่อว่าราคาถ่านหิน ณ ปัจจุบัน ได้อยู่ในระดับต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตแล้วที่ระดับต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐ/ตัน







