posttoday
กองทุนพยุงแบงก์รัฐโจทย์ที่ต้องตีให้แตก

กองทุนพยุงแบงก์รัฐโจทย์ที่ต้องตีให้แตก

10 กันยายน 2557

การตั้ง “กองทุนพยุงแบงก์รัฐ” ตามที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การตั้ง “กองทุนพยุงแบงก์รัฐ” ตามที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้ แม้จะเป็นความพยายามแก้ปัญหาของแบงก์รัฐโดยไม่ต้องเบียดบังภาษีประชาชน แต่หากพิจารณารายละเอียดหลายด้านแล้ว จะพบว่ายังมีจุดที่น่าห่วงที่กระทรวงการคลังต้องเร่งตีโจทย์ให้แตกโดยเร็ว

ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้นำเงินส่งเข้ากองทุนในอัตรา 0.47% หรือสูงสุดไม่เกิน 1% ของฐานเงินฝากของแบงก์รัฐ 4 แห่งที่รับเงินฝากจากประชาชน ซึ่งมียอดเงินฝากคงค้างกว่า 3.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นเงินที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนกว่า 1.78 หมื่นล้านบาท โดยขึ้นอยู่กับยอดเงินฝากคงค้างของแต่ละแบงก์

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเริ่มฉายภาพชัดขึ้นเมื่อธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ซึ่งไม่ได้เปิดรับเงินฝากจากประชาชน แต่มีการรับเงินฝากจากรายใหญ่ เช่น รัฐวิสาหกิจต่างๆ กลับไม่ต้องใส่เงินเข้ากองทุนนี้ แถมยังสามารถดึงเงินกองทุนไปใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของแบงก์ในกรณีที่เกิดปัญหาทางการเงินขึ้นได้

การที่เอสเอ็มอีแบงก์กับไอแบงก์ ซึ่งมีปัญหาหนี้เสียถึง 40% ของยอดสินเชื่อคงค้าง หรือราวแห่งละ 4 หมื่นล้านบาท จนเอสเอ็มอีแบงก์ต้องขอเงินเพิ่มทุนจากคลัง 2,000 ล้านบาท ทั้งที่ไม่ได้ใส่เงินสมทบ และไอแบงก์รอเงินเพิ่มทุนอีก 5,138 ล้านบาท ทั้งที่ใส่เงินสมทบไปไม่กี่ร้อยล้าน จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ยุติธรรมกับธนาคารอื่นๆ ที่พยายามปล่อยสินเชื่อแบบระมัดระวัง แต่กลับต้องกันเงินหลายพันล้านบาทเพื่อเอามาอุ้มแบงก์อื่นที่เป็นหนี้เสียเพราะถูกนักการเมืองรุมทึ้งและขาดมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการระดมเงินในรูปแบบสลากออมสินและสลากออมทรัพย์ของ ธ.ก.ส. ซึ่งมียอดรับฝากรวมกันไม่น้อยกว่า 6 แสนล้านบาท เหล่านี้จะนับเป็นเงินฝากที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนด้วยหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ การสั่งให้แบงก์รัฐใส่เงินสมทบเข้ากองทุนกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท จะทำให้แบงก์รัฐต้องผลักภาระต้นทุนดังกล่าวไปให้ประชาชนรายย่อย ด้วยการขยับดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นอย่างแน่นอน ส่งผลให้แบงก์รัฐจะไม่ใช่แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อรายย่อยตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลก่อนที่เป็นคนตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาและได้เพิ่มวัตถุประสงค์การใช้เงินของกองทุนนี้ เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการที่แยกบัญชีตามนโยบายรัฐ (พีเอสเอ) หรือโครงการประชานิยม เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบโดยระบบงบประมาณ เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้การเมืองเข้าไปล้วงลูกการปล่อยสินเชื่อของแบงก์รัฐเพิ่มขึ้น หรือไม่

ดังนั้น การตั้งกองทุนแบงก์รัฐจึงเป็นอีกงานช้างที่กระทรวงการคลัง ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าต้องการตั้งกองทุนนี้ขึ้นเพื่ออะไร และจะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบในภายหลังหรือไม่ และที่สุดแล้วหากแบงก์รัฐรายใหญ่ เช่น ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และ ธอส. พากันขอลดเงินนำส่งรายได้เข้าคลัง เพื่อแลกกับการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนแบงก์รัฐ จะกลายเป็นว่าคลังแทบไม่ได้อะไรจากกองทุนนี้ เหมือนการเอาเงินจากกระเป๋าซ้าย คือ งบประมาณ ออกไปตั้งเป็นกองทุนแบงก์รัฐคือกระเป๋าขวา ซึ่งอาจกลายเป็นกองทุนสีเทา ที่ตั้งไว้รอการเมืองเข้ามาฉกฉวยประโยชน์จากการปล่อยกู้แบบโปร่งใสในอนาคตก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร