
เข้มโรงงานกำจัดขยะอุตฯ
แข่งตัดราคามากจนผิดสังเกต คาดทำให้บำบัดไม่ได้มาตรฐาน
โพสต์ทูเดย์
— อุตฯ สั่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจเข้มโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมหลังแข่งตัดราคาแรง ทำให้การบำบัดไม่ได้มาตรฐานนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานเสวนาเชิงนโยบายเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยกับการจัดการของเสียว่า กระทรวงอุตสาห กรรมได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมปรับนโยบายการดูแลโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการรับขยะมาบำบัดและการขนส่งขยะอุตสาหกรรม เนื่องจากที่ผ่านมามีการตัดราคาบำบัดขยะอุตสาหกรรมกันมากขึ้น
ทั้งนี้ จึงสั่งให้เร่งตรวจสอบว่าทำไมจึงรับบำบัดขยะในราคาต่ำ รวมทั้งต้องการส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าสู่มาตรฐานกำจัดขยะ เพื่อไม่ให้โรงงานลดต้นทุนด้วยการไม่จำกัดขยะอุตสาหกรรม
นายปฏิการ มหัทธนารักษ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการของเสียและวัสดุเหลือใช้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการกำจัดขยะอุตสาหกรรม 1,400 แห่ง เป็นสมาชิก ส.อ.ท. เพียง 45 แห่ง ขณะนี้มีปัญหาโรงงานกำจัดขยะอุตสาหกรรมตัดราคากันเอง ซึ่งโรงงานบางส่วนเป็นโรงงานที่พัฒนามาจากโรงงานรับซื้อของเก่าที่มีบุคลากรไม่มากนัก ทำให้การดำเนินการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยโรงงานกำจัดขยะที่คิดค่าบริการราคาถูกส่วนใหญ่จะใช้วิธีฝังกลบขยะ ซึ่งโรงงานที่เข้ามาใช้บริการก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่า จะนำขยะไม่กำจัดอย่างไร
สำหรับอัตราการกำจัดขยะอุตสาหกรรมอันตรายอยู่ที่ตันละ 3,0006,000 บาท ขยะอุตสาห กรรมไม่อันตรายตันละ 1,0002,000 บาท ปัจจุบันมีขยะอุตสาหกรรมประมาณปีละ 2 ล้านตัน แต่เชื่อว่าในความจริงจะมีปริมาณสูงกว่านี้ เพราะมีผู้ประกอบการบางส่วนที่ไม่ได้แจ้งว่ามีขยะอุตสาหกรรม และการกำจัดขยะอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเห็นว่าหน่วยงานรัฐควรบูรณาการเพื่อให้มีนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน
นายปฏิการ กล่าวว่า นโยบายรัฐเรื่องกำจัดขยะอุตสาหกรรมจะเห็นผลต่อเมื่อผู้ประกอบการเข้าใจเรื่องการคัดแยกของเสีย เพื่อให้ของเสียนำไปเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอื่น เพราะถ้าปล่อยให้นำของเสียอุตสาหกรรมมาทิ้งรวมกันจะทำให้ขั้นตอนการคัดแยกทำได้ยาก จึงต้องส่งเสริมและทำความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น
นายประพัฒน์ วนาพิทักษ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมได้นำร่องนำจีพีเอสมาใช้กับรถบรรทุกในภาคตะวันออก ซึ่งภายในปี 2553 จะออกระเบียบเพื่อบังคับให้รถบรรทุกขยะอุตสาหกรรมทุกคันต้องติดตั้งระบบดังกล่าว โดยจะทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบการขนส่งขยะอุตสาหกรรมได้อย่างใกล้ชิดและป้องกันการลักลอบทิ้งขยะ รวมทั้งกรมโรงงาอุตสาหกรรมได้จัดระบบรายงานข้อมูลขยะอุตสาหกรรมทางอินเทอร์เน็ต และประสานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทุกแห่งเก็บข้อมูลโรงงานกำจัดขยะอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาห กรรมได้นำร่องพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโค อินดัสทรี) ที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยาเพื่อนำร่องการลดฝังกลบของเสียและการจัดการน้ำทิ้งและได้ขยายผลไปจัดการของเสียร่วมกับชุมชน และปลายปีนี้จะพิจารณาขยายไปนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง







