
10 ข้ออ้างจอมขี้เกียจ
ทุกบริษัท ทุกออฟฟิศย่อมมีมนุษย์ “เนียน” ที่ดิ้นรนทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ให้ได้มากที่สุด หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกขี้เกียจนั่นเอง และคนเหล่านี้ก็มักหาข้ออ้างเพื่อมากลบเกลื่อนนิสัยสุดเห็นแก่ตัว เพื่อให้ฟังดูดีอยู่เสมอ หากจับสังเกตคนเหล่านี้ได้ก็คงช่วยหยุดนิสัยเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
ทุกบริษัท ทุกออฟฟิศย่อมมีมนุษย์ “เนียน” ที่ดิ้นรนทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ให้ได้มากที่สุด หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกขี้เกียจนั่นเอง และคนเหล่านี้ก็มักหาข้ออ้างเพื่อมากลบเกลื่อนนิสัยสุดเห็นแก่ตัว เพื่อให้ฟังดูดีอยู่เสมอ หากจับสังเกตคนเหล่านี้ได้ก็คงช่วยหยุดนิสัยเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
ข้ออ้างแรก ที่ได้ยินบ่อยมากก็คือคำว่า “ฉันทำงานหนักเกินไปแล้ว” แต่ก็อย่าลืมว่าทุกคนในที่ทำงานก็ต่างทำงานหนักไม่แพ้กัน เพราะในยุคที่อินเทอร์เน็ตช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งข้อมูล เช็กอีเมลได้ง่ายขึ้น ก็หมายความว่างานก็มาเร็วขึ้นและมากขึ้นเช่นกัน แต่สิ่งที่แยกคนขยันกับคนอู้ออกจากกันได้ก็คือคนทำจะไม่บ่น ส่วนพวกที่บ่นก็ไม่ทำ
ข้ออ้างที่ 2 คือ โบ้ยว่า “นี่ไม่ใช่งานฉัน” พร้อมสะบัดเมินหน้าหนี แค่ได้แตะงานของกลุ่มเพียงเล็กน้อยและเห็นว่าต้องออกแรงทำงานมากกว่าปกติก็ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นใหญ่โตทันที และจ้องจะจับผิดคนอื่นๆ ว่าไม่เห็นลงแรงช่วยบ้างเลย หากมองในความเป็นจริงทุกคนต้องทำทุกอย่างเพื่อให้งานประสบความสำเร็จไปได้
ข้ออ้างประเภทที่ 3 คือพวกที่ชอบ “ผัดวันประกันพรุ่ง” และเสียเวลาอย่างมากไปกับการไม่ทำอะไรสักอย่าง อาจจะเปิดไมโครซอฟท์เวิร์ดขึ้นมาพิมพ์งานสัก 23 ประโยคแล้วก็ปิดไป หันไปทำพรีเซนเทชั่นตัวใหม่แทน แต่ก็ทำไม่เสร็จอยู่ดีวนไปวนมาแบบนี้เรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่มีงานที่เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆเสียที
ส่วนข้ออ้างที่ 4 ได้แก่ “ขอรอให้ได้ข้อมูลครบก่อนแล้วค่อยทำ” แสดงตัวเองว่าเป็นพนักงานประเภทเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เข้าเว็บไซต์ร้อยพันแห่งเพื่อรวบรวมเนื้อหามาทำงานให้สมบูรณ์ แต่ที่จริงคือยังไม่อยากจะเริ่มลงมือทำ ส่วนทางออกสำหรับปัญหานี้ก็คือ ค่อยๆ ทำเท่าที่ทำได้ไปก่อน
ข้ออ้างที่ 5 ก็คือ “รอเจ้านายสั่งมาก่อนแล้วจะลงมือ” สำหรับบริษัทแล้วการที่พนักงานต้องพึ่งพิงหัวหน้าอยู่ตลอดเป็นการบั่นทอนความขยัน เพราะหากสามารถหาวิธีจัดการกับงานหรือปัญหาได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง จะทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นพร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเองเพราะได้เจอกับอุปสรรคท้าทาย







