
ภารกิจสุดหิน...รัฐมนตรีพาณิชย์
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกจัดหนักตั้งแต่ยังไม่เข้าทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกจัดหนักตั้งแต่ยังไม่เข้าทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สารพัดปัญหาประดังเข้ามาให้นายทหารที่ถูกกำหนดให้ดูแลด้านการค้าปากท้องประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
ไล่จากราคาข้าวเปลือกตกต่ำอย่างหนักจากตันละ 8,2008,800 บาท เหลือตันละ 7,900 บาท เพียงระยะเวลา 1 สัปดาห์ ถือเป็นราคาต่ำสุดในรอบ 3 ปี จนชาวนาต้องออกมากดดันรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี แก้ไข
นอกจากนี้ ยังต้องหาช่องทางระบายข้าวในสต๊อก 18 ล้านตัน ที่ต้องทยอยขายออกไป และต้องมิให้กระทบต่อราคาข้าวฤดูกาลผลิต 2557/2558 ที่กำลังจะออกมาในเดือน ต.ค.พ.ย.นี้
ราคาข้าวจึงกลายเป็นหอกข้างแคร่ พล.อ.ฉัตรชัย มือขวา พล.อ.ประยุทธ์ ให้ลงมาลุยแก้ไขให้บรรลุผล
สถานการณ์ส่งออกก็ถือเป็นภาวะคุกคามต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก เนื่องจากค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ 3.5% เพราะผ่านมา 7 เดือน การส่งออกไทยยังติดลบ 0.42% มูลค่า 1.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ระยะเวลาที่เหลืออีก 5 เดือน รัฐมนตรีพาณิชย์จะต้องเป็นผู้นำในการผลักดันการส่งออก นายทหารพาณิชย์จึงต้องใช้ฝีมือในการสร้างการส่งออกให้เติบโตให้ได้ มิเช่นนั้นจะคุกคามต่อรัฐบาลหนักแน่
ขณะที่การดูแลปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน ก็ถือเป็นแรงกดดันไม่น้อย แม้ว่าจะมีการจัดโครงการหนูณิชย์ พาชิม เปิดให้ร้านอาหารตามสั่งมาร่วมโครงการขายจานด่วนในราคา 2535 บาท/จาน โดยมีเป้าหมาย 1,000 ร้าน จากปัจจุบัน 885 ร้านค้า โดยจะขยายเพิ่มในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบรรเทาความทุกข์ของคนหาเช้ากินค่ำได้อยู่หมัด เพราะกลุ่มอาหารทั้งอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องประกอบอาหาร ฯลฯ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การแก้ไขปัญหาอาหารจานด่วน จึงถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือ พล.อ.ฉัตรชัย อย่างจริงจัง หากคุมราคาอาหารจานด่วนได้สำเร็จก็จะเรียกเสียงความนิยมจากประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการปรับ โครงสร้างราคาพลังงานที่ลดราคาน้ำมันลง
ภารกิจที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน คือการยกระดับกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าและสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ในส่วนของการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นหนึ่งกฎหมายสำคัญที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเสนอ พล.อ.ฉัตรชัย ให้พิจารณา โดยอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเปลี่ยนคำนิยามของกฎหมายให้ครอบคลุมสิทธิในการออกเสียงหรืออำนาจการคอนโทรลบริษัท จากเดิมดูแค่สัดส่วนผู้ถือหุ้น ทำให้เกิดพฤติกรรมหลบเลี่ยงกฎหมายด้วยการว่าจ้างให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ให้ต่างชาติ
พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าวถือเป็นกฎหมายที่ถูกแรงกดดันจากต่างชาติมากที่สุด และไม่ว่าในยุคสมัยของรัฐบาลไหน เมื่อมีกระแสข่าวของการปรับปรุงแก้ไข มักจะถูกกระบวนการล็อบบี้จากต่างชาติเข้ามาที่ฝ่ายการเมืองทุกครั้ง ซึ่งต้องติดตามว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าวจะสำเร็จได้ในยุค พล.อ.ฉัตรชัย หรือไม่
กฎหมายอีกฉบับที่จะถูกปรับปรุงแก้ไขในยุคของ พล.อ.ฉัตรชัย คือการแก้ไขในส่วนของเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดและเกณฑ์ควบรวมกิจการ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ที่กรมการค้าภายในกำลังสรุปรวบรวมอยู่ เพราะที่ผ่านมากฎหมายแข่งขันทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ไม่เคยสามารถดำเนินการเอาผิดกับเอกชนที่ถูกฟ้องร้องว่ามีพฤติกรรมทำการค้าไม่เป็นธรรม ยิ่งต้องปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นขึ้นตามธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปยิ่งท้าทายฝีมือ
แม้การแก้ไขกฎหมายในยุครัฐบาล คสช. จะหมดปัญหาเรื่องแรงกดดันทางการเมือง เพราะผู้บริหารประเทศประกาศชัดว่า “ไร้วาระซ่อนเร้น” แต่ไม่สามารถการันตีได้ว่าร่างกฎหมายจะสำเร็จได้ตามเป้าหมาย
บทเรียนของปี 2550 ที่มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ในยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เข้าไปในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อยับยั้งการขยายสาขาของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่จนส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกดั้งเดิมของไทย
สุดท้าย ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งถูกตีตกในยุคนั้น เพราะยังมีแรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ทำคลอดกฎหมายดังกล่าว
นี่คือภารกิจสุดหินของนายทหารที่เข้ามาดูแลด้านพาณิชย์ต้องสร้างฝีมือให้ประจักษ์ในยุคไม่รับเงินทอน







