posttoday
งานเผือกร้อนรอ"ฉัตรชัย"รมว.พาณิชย์ป้ายแดง

งานเผือกร้อนรอ"ฉัตรชัย"รมว.พาณิชย์ป้ายแดง

08 กันยายน 2557

“ฉัตรชัย สาริกัลยะ” รมว.พาณิชย์ ถูกจัดหนักตั้งแต่ยังไม่เข้ามาทำงานในกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ

โดย...ทีมข่าวโต๊ะเศรษฐกิจภาครัฐ

ประเดิมตำแหน่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์คนใหม่  “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” รมว.พาณิชย์ ถูกจัดหนักตั้งแต่ยังไม่เข้ามาทำงานในกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ทั้งเรื่องปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำอย่างหนัก สถานการณ์การส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะอาหารจานด่วนในท้องตลาดที่ยังมีราคาแพง ซึ่งเป็นปัญหาต้องเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน

งานหินที่รอการแก้ไขของ ฉัตรชัย โดยเฉพาะปัญหาข้าวเปลือกเจ้าตกต่ำนั้น ราคาได้ปรับตัวลดลงจากตันละ 8,200-8,800 บาท เหลือตันละ 7,900 บาท เพียงระยะเวลา 1 สัปดาห์ และยังถือเป็นราคาต่ำสุดในรอบ 3 ปี จนชาวนาต้องออกมากดดันรัฐบาลพล.อ.ประยุกต์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาแก้ไขปัญหา

จึงกลายเป็นหอกข้างแคร่สำหรับ ฉัตรชัย ให้ต้องลงมาลุยมาแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง จากเดิมที่นั่งบัญชาการงานข้าวในตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งได้ให้โจทย์กระทรวงพาณิชย์จะต้องผลักดันราคาข้าวเปลือกให้กับชาวนาไม่ต่ำกว่าตันละ 8,500-9,000 บาท

หากดูมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมพร้อมนำมาใช้ในการผลักดันราคาข้าวเปลือก โดยเฉพาะการให้โรงสีเข้ามาซื้อข้าวเปลือกเก็บสต๊อก 3-6 เดือน และให้ซื้อในราคานำตลาด 100-200 บาท/ตัน โดยรัฐจะชดเชยดอกเบี้ย 3% ให้กับโรงสีที่เข้าร่วมโครงการนั้น ยังไม่ใช่ยาแรงที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกขยับขึ้นมาได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากรัฐบาลมีสต๊อกข้าวสาร 18 ล้านตัน ที่ต้องทยอยระบาย

ไม่นับรวมข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ 2557/58 ที่จะออกมาในช่วงเดือนต.ค. 2557 -ก.พ. 2558 ภายใต้นโยบายที่ถูกประกาศออกมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะไม่มีการแทรกแซงราคาด้วยงบประมาณทั้งโครงการรับจำนำข้าว โครงการประกันรายได้ และการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อก กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้ราคาข้าวขยับขึ้นได้ช้า

หันมาดูด้านสถานกาณณ์ส่งออก ซึ่งค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด 3.5% เพราะผ่านมา 7 เดือน การส่งออกไทยยังติดลบ 0.42% มูลค่า 1.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าในช่วงที่เหลือ คืออีก 5 เดือน ที่ รมว.พาณิชย์ จะเป็นผู้นำทัพในการพาคณะไปตลาดต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออก แต่การเปิดตลาดจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา และจะเห็นผลต่อคำสั่งซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นก็อาจล่วงเลยไปถึงต้นปีหน้า 

ขณะที่ การดูแลปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชนนั้น แม้ว่าจะมีการจัดโครงการหนูณิชย์ พาชิม เป้าหมายคือให้ร้านอาหารตามสั่งในพื้นที่กรุงเทพฯมาร่วมโครงการขายจานด่วน 25-35 บาท/จาน ซึ่งก็ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่หากดูอัตราเงินเฟ้อช่วง 8 เดือน แม้ในภาพรวมจะขยายตัว 2.21% แต่หากดูเฉพาะในกลุ่มอาหารทั้งอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องประกอบอาหาร ยังพบว่าหมวดดัชนีหมวดเหล่านี้มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การแก้ไขปัญหาอาหารจานด่วน จึงถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือ ฉัตรชัย แบบจริงจัง เพราะหากคุมราคาอาหารจานด่วนได้สำเร็จ ก็จะเรียกเสียงความนิยมจากประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากสามารถเรียกคะแนนจากการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน คืนความสุขให้กับประชาชนไปแล้ว

งานอีกด้านของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน คือการยกระดับกฎหมายให้สอดคล้องกับสถาการณ์การค้าและสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

ในส่วนของการแก้ไขพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นหนึ่งกฎหมายสำคัญที่กรมพัฒาธุรกิจการค้าจะเสนอ ฉัตรชัย ให้พิจารณา โดยอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเปลี่ยนคำนิยามของกฎหมายให้ครอบคลุมสิทธิในการออกเสียง หรืออำนาจการคอนโทรลบริษัท จากเดิมดูแค่สัดส่วนผู้ถือหุ้น ทำให้เกิดพฤติกรรมหลบเลี่ยงกฎหมายด้วยการว่าจ้างให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ให้ต่างชาติ

ถือเป็นกฎหมายที่ถูกแรงกดดันจากต่างชาติมากที่สุด และไม่ว่าในยุคสมัยของรัฐบาลไหน เมื่อมีกระแสข่าวของการปรับปรุงแก้ไข มักจะถูกกระบวนการล็อบบี้จากต่างชาติเข้ามาที่ฝ่ายการเมืองทุกครั้ง ซึ่งต้องติดตามว่าการแก้ไขพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จะสามารถเกิดได้ทันในยุคเก้าอี้รมว.พาณิชย์ที่ชื่อ ฉัตรชัย หรือไม่

กฏหมายอีกฉบับที่จะถูกปรับปรุงแก้ไขในยุคของ ฉัตรชัย คือการแก้ไขในส่วนของเกณฑ์อำนาจเหนือตลาด และเกณฑ์ควบรวมกิจการ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ที่กรมการค้าภายในกำลังสรุปรวบรวมอยู่ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ไม่เคยสามารถดำเนินการเอาผิดกับเอกชนที่ถูกฟ้องร้องว่ามีพฤติกรรมทำการค้าไม่เป็นธรรม อีกทั้งจำเป็นต้องปรับเกณฑ์ให้เหมาะสมตามแข่งขันของขนาดธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้การแก้ไขกฎหมายหลายฉบับในยุครัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การดูแลของคสช. จะหมดปัญหาเรื่องแรงกดดันทางการเมือง แต่ก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าการผลักดันร่างกฎหมายจะสำเร็จได้ตามเป้าหมาย เมื่อไปถึงขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เหมือนในสมัยปี 2550 ที่มีการผลักดันร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ในยุคพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เข้าไปในสนช. เพื่อยับยั้งการขยายสาขาของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (โมเดิรน์เทรด) จนส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกดั้งเดิมของไทย

สุดท้ายร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ถูกตีตกในยุคนั้น จากการถูกดึงร่างออกไปในท้ายสุด เพราะยังมีแรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดการยกร่างกฎหมาย

ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือของฉัตรชัย ในยุคที่ คสช. ประกาศไม่มีการทอนตังค์

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน