
กสท.ระเบิดสงครามช่อง 3
ยังคาราคาซังกันไม่เลิก เมื่อช่อง 3 ที่ออกอากาศในระบบอะนาล็อก และต้องสิ้นสุดการเป็นผู้ให้บริการ
ยังคาราคาซังกันไม่เลิก เมื่อช่อง 3 ที่ออกอากาศในระบบอะนาล็อก และต้องสิ้นสุดการเป็นผู้ให้บริการเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือมัสต์แครี่ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2557 ตามประกาศ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)” และจะไม่สามารถรับชมผ่านทีวีระบบดาวเทียมและเคเบิลได้ แต่ปรากฏว่า ทางช่อง 3 ยังออกอากาศตามปกติและมีการเผยแพร่ทางทีวีดาวเทียม โดยทางช่อง 3 ไม่ยอมออกอากาศคู่ขนานในช่องทีวีดิจิทัล โดยอ้างความไม่พร้อมด้านโครงข่ายกระจายสัญญาณการรับชมของ กสทช.
ส่งผลให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เตรียมส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการเคเบิลและทีวีดาวเทียม ห้ามนำช่อง 3 อะนาล็อกไปออกอากาศในทีวีดาวเทียมและระบบบอกรับสมาชิก
ขณะเดียวกัน ได้นัดประชุมบอร์ด กสท.วันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมาเพื่อหาข้อยุติ แต่ปรากฏว่า การประชุมล่ม เพราะบอร์ด 2 คน คือ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท.ที่เป็นผู้เรียกประชุม และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า กรรมการอีก 1 คน แจ้งยกเลิกเข้าร่วมประชุมทำให้ยังไม่มีการสรุปมติบอร์ด และได้นัดประชุมบอร์ดอีกในวันที่ 8 ก.ย.นี้ ซึ่งต้องติดตามข้อขัดแย้งในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
เพราะการที่ช่อง 3 ยืนกรานไม่ยอมนำช่อง 3 ออริจินัล ออกอากาศแบบ “คู่ขนาน” เหมือนกับช่องอะนาล็อกอีก 5 ช่อง (5, 7, 9, NBT และ TPBS) นั้นมีผลต่ออัตราโฆษณาอย่างมาก เพราะระบบอะนาล็อกโฆษณาได้ 12 นาที แต่ทีวีดิจิทัลโฆษณาได้ไม่เกิน 6 นาที/ชั่วโมง
มติ กสท.ออกมาอย่างหนึ่งอย่างใดหมายถึงเม็ดเงินกว่าปีละ 7 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ กสทช.ยังประกาศแจกคูปองทีวีดิจิทัลในราคา 690 บาทแก่ประชาชน วงเงิน 16,165 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.นี้ ครอบคลุม 23 จังหวัด และจะแจกให้ครบ 22.9 ล้านครัวเรือนใน 2 ปีพร้อมย้ำด้วยว่า คูปองนี้ไม่สามารถนำมาขึ้นเงินสดได้ ผู้ที่ซื้อกล่องไปแล้วก็ไม่ต้องส่งคืน ทำลายทิ้งได้เลย
ขณะนี้มีบริษัทผู้ผลิตกล่องเข้าร่วมโครงการแล้ว 3 ราย จากที่ผ่านเกณฑ์ 52 บริษัท ในจำนวนนี้มี 11 บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 50%
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไทยอยู่ระหว่างเจรจาขายข้าวจีทูจีให้มาเลเซีย 5 แสนตัน ขายข้าวจีทูจีให้อินโดนีเซีย 1.75 แสนตัน และมีสัญญาขายข้าวแบบจีทูจีให้จีน 1 ล้านตัน/ปี และได้ส่งมอบแล้ว 2 แสนตัน อยู่ระหว่างเจรจาซื้อขายและส่งมอบอีก 8 แสนตัน
ถกแบ่งก๊าซกัมพูชา
ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ได้นำคณะทหารและข้าราชการระดับสูงชุดใหญ่ไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรกเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและกองทัพ รวมทั้งได้หารือถึงความร่วมมือด้านพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร และความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมไทยกัมพูชา โดยมี นายคุรุจิต นาครทรรพ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมหารือในฐานะตัวแทนของกระทรวงพลังงานด้วย
หลังจากนั้น นายคุรุจิต กล่าวว่า เตรียมเสนอเรื่องเร่งด่วนให้ รมว.พลังงาน พิจารณาดำเนินการในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกัมพูชา เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ก๊าซปิโตรเลียมร่วมกัน สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ และจะเสนอให้พิจารณาการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 พร้อมพิจารณาต่ออายุสัมปทานแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติพื้นที่แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุปี 2565-2566และในการดำเนินงานและการเจรจาข้อตกลง กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นแกนนำในการเจรจา โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นทีมงานเท่านั้น และการเจรจาต้องวางกรอบของฝ่ายไทยก่อนเจรจากับกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ความต้องการก๊าซธรรมชาติในไทยในปี 2557 อยู่ที่ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าถึง 20%และมีการประเมินว่าการผลิตก๊าซของไทยจะสูงสุดในปี 2558 หลังจากนั้นจะเริ่มน้อยลงหากไม่มีการลงทุนผลิตและสำรวจเพิ่มเติมโดยประเทศไทยไม่ได้เปิดสัมปทานปิโตรเลียม
รอบใหม่มานานถึง 7 ปี







