
รื้อทีโออาร์สุวรรณภูมิเฟส2
คตร.สั่งเดินหน้าเปิดประมูลโครงการจับตาวาระทอท.ใช้วิธีพิเศษจ้างระบบเช็กอิน
คตร.สั่งเดินหน้าเปิดประมูลโครงการจับตาวาระทอท.ใช้วิธีพิเศษจ้างระบบเช็กอิน
ทอท.เร่งรื้อทีโออาร์สุวรรณภูมิเฟส 2เอพีพีเอส เปิดทางเอกชนร่วมประมูล
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ทำหนังสือถึง ทอท.ให้เร่งดำเนินการปรับปรุงร่างทีโออาร์การจัดซื้อจัดจ้างโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 กรอบวงเงิน 6.07 หมื่นล้านบาท และปรับปรุงทีโออาร์การว่าจ้างบริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) 8,313 ล้านบาท ก่อนเปิดให้เอกชนยื่นซองประมูล
นายประสงค์ ระบุว่า คตร.ไม่ได้สั่งการให้ ทอท.ต้องลงนามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างทั้งสองโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งข่าวที่ออกมาน่าจะคลาดเคลื่อน ดังนั้น การที่จะเปิดให้ยื่นซองประมูลโครงการเมื่อใดคงตอบไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ต้องเสนอบอร์ดตัดสินใจ
แหล่งข่าวจาก ทอท. ระบุว่า การประชุมบอร์ด ทอท.วันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดมีมติให้ชะลอการลงทุนโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 ออกไปก่อน และเห็นชอบให้ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรอบวงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการเอพีพีเอส ทอท.ได้ชะลอโครงการไปตั้งแต่ก่อนมีเหตุการณ์รัฐประหาร เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ท้วงติงเกี่ยวกับการกำหนดราคากลาง และการจ่ายเงินค่าบริการในอัตรา 5 บาท/ผู้โดยสาร 1 คน ให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.การเงินการคลัง
แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า โครงการจ้างบริการระบบเอพีพีเอสของ ทอท. เป็นโครงการที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใส เนื่องจากมีผู้เสนอราคารายเดียวและชนะประมูล คือ กลุ่มบริษัท สามารถฯ ร่วมกับบริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี หลังบริษัทที่ร่วมแข่งขัน 1 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติทางเทคนิค เพราะบริษัทพันธมิตรที่ร่วมยื่นซองมีปัญหาคุณสมบัติ
ทั้งนี้ ต่อมามีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา ประมาณเดือน ส.ค. 2556 จากนั้น ทอท.ได้ตัดสินใจล้มการประมูล ก่อนที่จะเปิดประมูลโครงการอีกครั้งวันที่ 24 มี.ค. 2557 แต่สุดท้าย คตร.สั่งให้ยุติการประมูลไปก่อน เพื่อขอนำโครงการไปตรวจสอบ หลัง สตง.ท้วงติงกรณีวิธีการคำนวณราคากลางที่แตกต่างจากการจัดซื้อพัสดุโดยทั่วไป
แหล่งข่าวระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีเอกชนที่มีซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในระบบคัดกรองผู้โดยสารรายใหญ่ 3 ราย แต่ยี่ห้อที่มีเข้ามาทำตลาดในไทยมีสองเจ้าหลัก คือ ระบบของแอร์ลิงค์ ซึ่งมีกลุ่มล็อกซเล่ย์ เป็นผู้แทนในการติดตั้งและวางระบบในไทย และระบบของซิต้า ที่มีกลุ่มสามารถฯ เป็นผู้แทนในการติดตั้งและวางระบบในไทย
ด้านกรรมการบอร์ด ทอท. รายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมบอร์ด ทอท.ครั้งหน้า ฝ่ายบริหาร ทอท.จะเสนอให้บอร์ดพิจารณาว่าจ้างเอกชนดำเนินโครงการระบบเช็กอินรวม (CUTE) กรอบวงเงินว่าจ้าง 2,200 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มสามารถฯ ได้สัญญาเป็นเวลา 5 ปี และจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยเบื้องต้นจะมีการเสนอให้ต่อสัญญากับเอกชนรายเดิมโดยวิธีพิเศษ และไม่มีเปิดประมูลแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่าหากเปลี่ยนระบบไปจ้างรายอื่นๆ อาจมีปัญหาในการเปลี่ยนผ่านได้







