
ปั้นศิลปหัตกรรมไทยให้ครองใจคนทั่วโลก
ศิลปหัตถกรรมไทย กำลังก้าวเข้าสู่การปรับโฉม สู่การสร้างแบรนด์ให้แจ้งเกิดในประเทศและต่างประเทศ
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ศิลปหัตถกรรมไทย กำลังก้าวเข้าสู่การปรับโฉม สู่การสร้างแบรนด์ให้แจ้งเกิดในประเทศและต่างประเทศ หลังจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยจำนวนมากยังไม่มีการสร้างแบรนด์ ทั้งที่มีความสำคัญต่ออนาคตของสินค้าไทย หากไม่มีแบรนด์จะอยู่รอดได้ลำบาก ทำให้ “ศูนย์ส่งเสริม ศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)” หรือ ศ.ศ.ป. ทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทย กระตุ้นให้ ผู้ประกอบการเร่งสร้างแบรนด์เร็วที่สุด
“พิมพาพรรณ ชาญศิลป์” ผู้อำนวยการ ศ.ศ.ป. เปิดเผยว่า ได้จัดทำโครงการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยประจำปี 2557 เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เร่งแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด เพราะการสร้างแบรนด์มีความสำคัญมาก ขณะเดียวกัน การทำให้ศิลปหัตถกรรมไทยกลายเป็นสินค้าที่มีแบรนด์ จะช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ และทำให้รายได้ของครัวเรือนสูงขึ้น
ทั้งนี้ โครงการให้ความรู้แก่ ผู้ประกอบการได้ทำต่อเนื่องในช่วงปี ที่ผ่านมา มีการอบรมกว่า 30 หลักสูตร ได้อบรมให้แก่ผู้ประกอบไทยกว่า 1,014 ราย มีการอบรมพัฒนาเชิงลึกให้แก่ผู้ประกอบการกว่า 30 ราย เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้มข้นมากที่สุด หลังจากนั้น จะนำผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งปีนี้ได้นำผู้ประกอบการไปทดลองตลาดที่เวียดนามพบว่า สินค้าไทยได้รับความสนใจสูง
สินค้าไทยที่ได้รับความสนใจจากชาวเวียดนาม ได้แก่ สินค้าที่นำผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ต่างๆ ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัว เพราะผ้าขาวม้า เป็นสินค้าที่ลูกค้าต่างชาติรู้จักเป็นอย่างดี รวมถึงสินค้าไทยอื่นๆ ที่มีดีไซน์แปลกใหม่ ก็ได้รับความสนใจจากชาวเวียดนามเช่นกัน ถือเป็นตลาดที่มีอนาคต ซึ่งได้ทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว
ในปีต่อไปจะทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบการไทยต่อเนื่อง ผ่านปีงบประมาณ 2558 โดยได้ของบประมาณด้านการตลาดจากรัฐบาลแล้วประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยทั้งการอบรมพัฒนา และกิจกรรมการพัฒนาธุรกิจเชิงลึก ส่วนงบประมาณในปี 2557 มีงบประมาณด้านการตลาดประมาณ 170 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาผู้ประกอบการในปีต่อไปจะพัฒนาใน 4 ด้านได้แก่ 1.การพัฒนาความรู้ให้ผู้ประกอบการในทุกด้าน 2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3.การส่งเสริมครูช่างศิลป์ไทย และ 4.การพัฒนาธุรกิจและช่องการตลาดต่างๆ
พร้อมกันนี้ จะพัฒนากลุ่มสินค้าศิลปหัตถกรรมไทย ทั้งกลุ่มสินค้าที่อยู่ในโครงการ ไทยนวัตศิลป์ มุ่งส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวมีการออกแบบใหม่ๆ และมีการคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยแบบคงเดิมไว้ และโครงการ “LUX by SACICT” โดยมุ่งต่อยอดสินค้าระดับบนที่มีมูลค่าสูง และเป็นผลงานหัตถศิลป์ชั้นสูงจากครูช่าง ของไทย
ได้วางเป้าหมายว่า การพัฒนาแบรนด์ศิลปหัตถกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สินค้าไทยมีการเติบโตที่ดี และมีโอกาสขยายตลาด รวมถึงเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเมินว่าในปีนี้การ ส่งออกสินค้าหัตถกรรมไทยไปต่างประเทศจะขยายตัว 4% อยู่ที่ 898 ล้านเหรียญสหรัฐ มีตลาดหลักในการส่งออกทั้งประเทศ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน มีตลาดที่เติบโตมาแรง ได้แก่ ตลาดอาเซียน ที่ตลาดยังไม่ใหญ่มาก แต่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต
แบรนด์ศิลปหัตถกรรมไทย ถือเป็นสินค้าที่รวมความเป็นไทยทั้ง เอกลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี และประวัติความเป็นมายาวนาน มีคุณค่าที่ประเมินไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องหันกลับมาใช้สินค้าไทย สร้างกระแสไทยแลนด์ฟีเวอร์ เพื่อให้ต่างชาติรับรู้ว่าสินค้าความเป็นไทยโดดเด่นและสวยงามมากขนาดไหน ไม่แพ้ชาติใดในอาเซียนหรือในโลก







