ดึงเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ยกระดับภูมิปัญญาสินค้าไทย
ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นไทย
โดย...ทีมข่าวธุรกิจติดดาวโพสต์ทูเดย์
ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นไทย มรดกทางวัฒนธรรมไทยได้ถูกสืบทอดกันมาหลายช่วงอายุคน ด้วยคุณค่าของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์จึงทำให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เพื่อที่จะยกระดับและพัฒนาสินค้า รวมทั้งยกระดับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ 400 ราย รวม 800 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นวัฒนธรรม 4 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ซึ่งแต่ละภาคจะเน้นวัฒนธรรมเฉพาะท้องถิ่น เช่น ภาคกลางจะเป็นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสมัยอยุธยาธนบุรีรัตนโกสินทร์ ภาคเหนือจะเป็นวัฒนธรรมล้านนา ภาคอีสานจะเป็นวัฒนธรรมบ้านเชียง วัฒนธรรมศรีโคตรบูรณ์ล้านช้าง วัฒนธรรมทวารวดี และวัฒนธรรมศรีจนาศะ และภาคใต้จะเป็นวัฒนธรรมศรีวิชัยลังกาสุกะ
ศิริรัตน์ จิตต์เสรี รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม โดยใช้ทุนทางวัฒธรรมและภูมิปัญญาว่า เป็นโครงการที่ให้ผู้ประกอบการเข้ามาศึกษาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทย เพื่อที่จะต่อยอดในการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมทั้งส่งเสริมการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และภูมิปัญญาของสังคมมาประยุกต์ใช้
นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างถึงคุณค่าของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น นำไปสู่การยอมรับมูลค่าใหม่ที่มีการต่อยอดจากมูลค่าเดิม
กลุ่มเป้าหมายหลักคือ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมชุมชน กลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3 ดาวขึ้นไป รวมถึงผู้สนใจทั่วไป ซึ่งแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ (1) ผลิตภัณฑ์อาหาร (2) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม (3) ผลิตภัณฑ์ผ้า (4) ผลิตภัณฑ์ของใช้ของตกแต่ง และ (5) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มิใช่อาหาร ซึ่งผู้ประกอบการดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดอบรมสัมมนาสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีผู้ประกอบการในภาคกลางที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว 110 ราย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 80 ราย ที่ผ่านการอบรมและสามารถตอบโจทย์การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ซึ่งภาคกลางจะเน้นไปที่วัฒนธรรมสมัยอยุธยาธนบุรีรัตนโกสินทร์ โดยผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจะต้องถูกพัฒนาให้มีความร่วมสมัยสามารถใช้งานได้จริง แต่ยังคงกลิ่นอายวัฒนธรรมภาคกลางไว้
ณรงค์ศักดิ์ สาทิตานนท์ ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ได้เข้ามาให้ความรู้และเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีการจัดอบรมและพาผู้ประกอบการไปศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกับให้โจทย์แก่ผู้ประกอบการในการคิดค้น ออกแบบ ผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นสากลสามารถใช้งานได้จริง
“ทำอย่างไรก็ได้ที่ให้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนไทยในภาคกลาง จากเดิมที่เป็นของสะสมเก็บไว้โชว์ในตู้ได้เท่านั้น แต่ทำให้กลายมาเป็นสินค้าที่ใช้งานได้จริง” ณรงค์ศักดิ์ กล่าว
ปทิตตา ชุมพล เจ้าของร้าน Egg @ Siam หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาได้นำองค์ความรู้จากการเข้าร่วมโครงการมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองจากเดิมที่นำเปลือกไข่นกกระจอกเทศมาทำกระเป๋า สำหรับสุภาพสตรีใช้ในออกงานสำคัญๆ แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการ
“ได้รับโจทย์จากที่ปรึกษาโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาว่าให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้สามารถนำมาใช้งานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น จากเดิมมีเพียงกระเป๋าที่ทำมาจากเปลือกไข่ แต่ปัจจุบันร้าน Egg @ Siam ได้ผลิตภาชนะถ้วยใส่น้ำพริกน้ำสลัดรูปสุพรรณหงส์ สามารถใช้งานได้จริงและยังคงกลิ่นอายความเป็นไทยในยุครัตนโกสินทร์”
นอกจากถ้วยน้ำพริกสุพรรณหงส์ จากร้าน Egg @ Siam แล้ว ยังมีเบญจรงค์ ซึ่งเป็นมรดกแผ่นดินที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ซึ่งในอดีตจะเก็บไว้โชว์ในตู้เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน แต่ปัจจุบัน จิตต์ติมา สงวนศักดิ์โยธิน เจ้าของร้าน จิตต์ติมา เบญจรงค์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงด้วยการออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ที่สามารถใส่อาหารได้ทั้งคาวและหวาน แต่ยังคงลวดลายเอกลักษณ์ความเป็นเครื่องเบญจรงค์ไทยที่สื่อถึงวัฒนธรรมภาคกลาง
“แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดไอเดียนี้ว่า มาจากการเข้าร่วมโครงการ ทำให้เราเน้นไปที่ประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น และใส่ความประณีตร่วมสมัยลงไป แต่ไม่ทิ้งความเป็นไทย” จิตต์ติมา กล่าว
ประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีความรุ่งเรืองด้วยวัฒนธรรมสืบเนื่องมาเป็นเวลานานนับพันๆ ปี การดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา จึงเป็นการดึง “คุณค่าเดิม” ที่มีอยู่แล้วในตัวผลิตภัณฑ์มาเชิดชูและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตปัจจุบันให้มีความโดดเด่นขึ้นมาจนเกิด “เสน่ห์หรือการชื่นชม”







