
ยูโอบีแนะวิธีออมรับมือเกษียณอย่างมีสุข
ความกังวลต่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น หลังกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ปี 2568
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ความกังวลต่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น หลังกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) โดยจะมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 14.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือคิดง่ายๆ ประชากรทุก 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน ปัญหาคือ การจัดสรรงบเพื่อดูแลผู้สูงอายุหรือคนวัยเกษียณที่ยังไม่เพียงพอ
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยจะต้องออมเงินหรือลงทุนก่อนวัยเกษียณให้เหมาะสม เพื่อให้เงินมีดอกผลงอกเงย ทำให้เกษียณได้อย่างมีความสุข
ยุทธชัย เตยะราชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า ธนาคารได้สำรวจเมื่อเดือน ธ.ค. 2555 พบว่า คนไทยมีการออมที่ต่ำมาก โดยเฉพาะคนที่เริ่มทำงานใหม่ออมเพียง 9% ของผู้ถูกสำรวจทั้งหมด นอกจากออมต่ำแล้ว คนไทยยังก่อหนี้เร็ว โดยคนก่อนวัยทำงานมีหนี้บัตรเครดิตแล้ว 6% ขณะที่ภาพรวมคนไทยจะสนใจออมเมื่ออยู่กลางวัยทำงาน หรืออายุ 40 ปีขึ้นไป ปัญหาคือ เกษียณอย่างไม่มีความสุข เพราะมีเงินไม่พอกับรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่ยังต้องการมีไลฟ์สไตล์แบบเดิมเหมือนตอนทำงาน
ยุทธชัย กล่าวต่อว่า โดยทั่วไปการออมจะมี 5 แบบ คือ 1.เริ่มออมให้เร็วที่สุด อย่างน้อย 10% ของเงินเดือนหรือรายได้ในแต่ละเดือน 2.ลงทุนแบบ cross dollar average 3.ลงทุนที่กระจายความเสี่ยงไปทั้งในและต่างประเทศ และลงทุนหลายรูปแบบ ทั้งหุ้น พันธบัตร และต้องมองการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ และหุ้น เป็นต้น 4.ลงทุนที่ให้ผลประโยชน์ทางภาษี และ 5.ลงทุนแบบตัดเงินลงทุนอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือน (automatic pilot mode)
ทั้งนี้ ธนาคารขอแนะนำวิธีที่ 5 คือ ออมแบบอัตโนมัติ เพราะจะสร้างวินัยให้ออมต่อเนื่อง ที่สำคัญตัดปัญหาการขึ้นลงของสถานการณ์ตลาดและผลตอบแทนในแต่ละช่วง การเริ่มออมเร็วและออมต่อเนื่องจะทำให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายหลังเกษียณอย่างมีความสุข ด้วยไลฟ์สไตล์แบบเดิมเหมือนตอนทำงาน
ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เริ่มออมเร็วตั้งแต่เริ่มทำงานตอนอายุ 21 ปี ฝากทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท ถึงอายุ 40 ปี ถ้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% จะมีเงินก้อนประมาณ 7.6 แสนบาท และถ้าเงินก้อนนี้ต่ออีก 20 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% เมื่ออายุ 60 ปีจะมีเงิน 5.1 ล้านบาท เพราะเงินต้นทบดอกเบี้ยลงทุนต่อเนื่อง ขณะที่นาย ข. เริ่มออมตอนอายุ 41 ปี ถ้าฝากเดือนละ 1,000 บาท ผ่านไป 20 ปี เมื่ออายุ 60 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% จะมีเงิน 7.6 แสนบาท จะเห็นได้ว่าสองคนนี้ได้เงินตอนเกษียณแตกต่างกันมาก คนที่ออมก่อนจะได้เปรียบและมีโอกาสเกษียณอย่างมีความสุขสูง
ปัจจุบันธนาคารมแคมเปญแนะนำการออมและการลงทุนง่ายๆ ที่ลูกค้าเลือกได้หลากหลาย รวมทั้งให้คำปรึกษาในการจัดพอร์ตการออม เช่น เริ่มจากการฝากเงินอัตโนมัติเดือนละ 5,000 ล้านบาท ได้ดอกเบี้ย 3.6% ระยะเวลา 20 ปี ธนาคารจะช่วยประเมินว่าเมื่อครบ 20 ปี จะมีผลตอบแทนเท่าไหร่ เพียงพอที่จะใช้ในแต่ละเดือนเมื่อเกษียณหรือไม่ นอกจากนี้ลูกค้าควรเลือกการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงอายุและความเสี่ยงที่จะรับได้ เช่น คนเริ่มต้นทำงานใหม่อาจลงทุนหุ้น 70% ของพอร์ต อีก 30% อาจจะเป็นตราสารหนี้ ช่วงกลางวัยทำงานอาจจะลงทุนหุ้น 50% ตราสารหนี้ 25% และพันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝาก 5% เป็นต้น
ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับเป็นธนาคารเพื่อการออมเพื่อการลงทุนมากขึ้น ตามแนวคิด “กำหนดอนาคตของชีวิต ด้วยตัวคุณเอง” และการดำเนินการที่ผ่านมาเริ่มมีลูกค้าที่ออมเพื่อการเกษียณเพิ่มขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการออมของประเทศไทยจะต่ำ แต่ไม่ได้ทำให้หนี้ครัวเรือนที่สูงในปัจจุบันเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับที่น่าห่วง เพราะหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง และหากไปดูไส้ในของหนี้ครัวเรือน จะมีหนี้ซื้อรถคันแรกและหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งถ้าถอดหนี้ 2 ส่วนนี้ออกจะเหลือเพียงสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต ที่ยังเติบโตในระดับปกติตามค่าเฉลี่ยของแต่ละอุตสาหกรรม โดยสินเชื่อบ้านจะโตเฉลี่ย 10% สินเชื่อบัตรเครดิต 7-15% และสินเชื่อส่วนบุคคลประมาณ 10-20%







