
หุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกร่งขึ้นทดสอบ 1,570-1,600 จุด
สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยไต่ขึ้น ยืนเหนือ 1,550 จุด ได้สำเร็จ ยังมีแนวโน้มแกว่งขึ้น ระยะสัปดาห์ลุ้นไปทดสอบแถว 1,5701,600 จุด
สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยไต่ขึ้น ยืนเหนือ 1,550 จุด ได้สำเร็จ ยังมีแนวโน้มแกว่งขึ้น ระยะสัปดาห์ลุ้นไปทดสอบแถว 1,5701,600 จุด
แนวโน้มการแกว่งขึ้นรอบนี้ หนุนโดยมุมมองเชิงบวกต่อการเมืองไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่โรดแมปปฏิรูประยะที่ 2 หลังได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามคาด การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่น่าจะเรียบร้อยราวต้นเดือน ก.ย.นี้
รัฐบาลใหม่จะรับไม้ต่อจาก คสช. ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านต่างๆ ไปสู่ภาคปฏิบัติ
เสถียรภาพทางการเมืองที่นิ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลใหม่เร่งรัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ความเสี่ยงทางการเมืองที่ลดลงตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และแนวโน้มดีต่อเนื่อง จะเปิดทางให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกในไม่ช้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ตลอดจนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ผู้ลงทุนต่างชาติที่ยังถือหุ้นไทยน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ มีแนวโน้มทบทวนมุมมองการลงทุนต่อประเทศไทยในทางที่ดีขึ้น
ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจฟื้น กลุ่มที่มีแนวโน้มเด่นกว่าตลาดหุ้นในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ยังคงเป็นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STEC) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC) กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, KTB) กลุ่มพลังงานทดแทน (EA) กลุ่มอสังหาฯ (SPALI, QH, LH) กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, MINT) เป็นต้น
ด้านปัจจัยภายนอกเป็นลบเล็กน้อย หลังตลาดมีความกังวลเพิ่มขึ้นบ้างว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยก่อนกลางปี 2558 หลังกรรมการเฟดเสียงข้างน้อย “สายเหยี่ยว” เริ่มส่งเสียงดังขึ้น
ขณะที่ประธานเฟดยังย้ำเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ตลาดแรงงานสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ดัชนี S&P500 ย่อลง 0.2% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่บอนด์ยิลด์สหรัฐขยับขึ้นเล็กน้อย 0.03%
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องเกิด ขึ้นอยู่กับสปีดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
หากเปิดสถิติตลาดหุ้นนิวยอร์กจะพบว่า ช่วงต้นๆ ของการปรับขึ้นดอกเบี้ย ดาวโจนส์อาจย่อตัว 34% แต่ช่วงถัดไป ดัชนีจะไต่กลับขึ้นมาสูงกว่าเดิมทุกครั้ง
ที่เป็นเชนนี้ก็เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันผลประกอบการของบริษัททั่วไป การเติบโตของกำไรจะช่วยกลบผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยนั่นเอง
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ไต่สูงขึ้นจะกดดันตลาดตราสารสารหนี้และทองคำต่อไป การปรับพอร์ตระดับโลก โดยปรับลดตราสารหนี้ทองคำ และโยกเข้าหุ้นจะดำเนินต่อไป
ด้านสถานการณ์ในยูเครนและตะวันออกกลาง แม้ยังเปราะบาง แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยไม่ได้รุนแรงอย่างที่เคยกังวล ความผันผวนจากปัจจัยนี้ เป็นโอกาสในการช้อนซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนระยะปานกลางขึ้นไป
สังเกตได้ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 13 เดือนเศษ ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง หลังความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงปรับตัวลดลง
มองไปข้างหน้า ผลประกอบการมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ และดีต่อเนื่องในปี 2558 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมถึงเสถียรภาพการเมืองที่ “นิ่ง” จะนำไปสู่การปรับขึ้นประเมินการกำไร และยอมรับมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่สูงขึ้น
การปรับฐานจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก รวมถึงแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็ว จึงกลายเป็นโอกาสสะสมหุ้นสำหรับการลงทุนระยะปานกลางขึ้นไป โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และนโยบายของ คสช.ตามที่กล่าวมาข้างต้น
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







