
สแตนชาร์ดจัดทัพเตรียมรุกตลาดลุ่มน้ำโขง
ประเทศไทยที่กำลังอยู่ภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ประเทศไทยที่กำลังอยู่ภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด และมีแผนยืดหยุ่นรองรับสถานการณ์ที่พลิกผันตลอดเวลา ขณะที่ไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่างที่สามารถเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในการรุกธุรกิจกลุ่มประเทศ ลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ได้
ลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในไทยหากไม่กระทบกับนโยบายเศรษฐกิจหลักหรือกระทบไม่มาก ธนาคารยังคงสามารถสานต่อธุรกิจต่อเนื่องได้
“ไทยเป็นประเทศที่เป็นมิตร ไม่มีการปิดกั้นทำธุรกิจกับต่างชาติ จึงไม่เป็นปัญหากับธนาคาร”
ลิน ค็อก กล่าวว่า ประเทศไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก โดยประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) รวมกันยังไม่เท่าไทย ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานพัฒนาไปมากและอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี จึงมั่นใจที่จะให้ไทยเป็นฮับในการรุกกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ซึ่งเป็นแผนธุรกิจสำคัญในระยะอันใกล้
สาเหตุที่ธนาคารเห็นโอกาสของกลุ่มลุ่มน้ำโขง ไม่ใช่เพียงเพราะจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่อัตราการเติบโตเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 5.3% โดยเวียดนามเติบโต 5.5% พม่า 6.8% ส่วนลาวและกัมพูชาโตมากกว่า 7%
นอกจากนี้ เมื่อเทียบโอกาสทางธุรกิจไทยในแต่ละประเทศจะโดดเด่นไปคนละด้าน โดยพม่ามีประชากรมากถึง 65 ล้านคน และเพิ่งเปิดประเทศเป็นประตูไปสู่ฝั่งตะวันตกได้ผ่านท่าเรือน้ำลึกทวาย แต่ก็ต้องเตรียมรับการแข่งขันสูงเช่นกัน ขณะที่เวียดนามมีประชากรจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา เป็นแรงงานคุณภาพเหมาะกับอุตสาหกรรมไฮเทค
ส่วนกัมพูชามีข้อตกลงสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) กับยุโรปเหมาะตั้งฐานการผลิตเพื่อการส่งออก สำหรับลาวยังไม่ชัดเจนเพราะเป็นประเทศเล็ก ประชากรน้อย แต่ที่น่าสนใจ คืออุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ผลิตและส่งมาขายในไทย ส่วนอุตสาหกรรมอื่นที่มีโอกาสในลาว จะเป็นประเภทสาธารณูปโภค
ปัจจุบันธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีเครือข่ายให้บริการครบทุกประเทศในลุ่มน้ำโขงทั้งในรูปสาขา ในเวียดนามและลาวและสำนักงานตัวแทนในกัมพูชา ที่จะขอเปิดเป็นสาขาในปีหน้า ขณะที่พม่าเป็นสำนักงานตัวแทน โดยยังไม่ยื่นขอเปิดสาขา เพราะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม โดยสำนักงานตัวแทนในพม่า จะสนับสนุนลูกค้าที่ทำธุรกิจในพม่า และต้องการระดมทุนจากภายนอก หรือหากต้องการเงินจ๊าดก็จะทำงานร่วมกับสถาบันการเงินท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ความที่เป็นธนาคารต่างชาติทำให้การทำธุรกิจในกลุ่ม CLMV จะไม่ลงเล่นตลาดรายย่อยทันทีเมื่อเปิดสาขา แต่จะทำความรู้จักกับตลาดให้นานพอ โดยประเทศที่มีธุรกิจรายย่อยแล้ว คือ เวียดนามและไทย เพราะอยู่มาเป็นร้อยปี
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก แม้ว่าทั้งกลุ่มสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด จะมีกำไรสุทธิลดลง 20% แต่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มีผลกำไรดีกว่าค่าเฉลี่ย แม้ว่าจะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว จนทำให้ลูกค้ารายใหญ่ไม่ใช้เงินและรายย่อยได้รับผลกระทบ ก็ตาม แต่ขณะเดียวกันก็ยังหวังว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะมีสัญญาณ ที่ดีจากดีลรายใหญ่ที่เริ่มมา ผู้บริโภคเริ่มใช้จ่าย และการเดินเครื่องลงทุนภาครัฐ
ด้านการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปี ดังนั้นปีนี้สินเชื่อเติบโตหลักเดียวก็พอใจแล้ว แต่ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ ทรงตัวหรือเติบโต 0% แต่ธนาคารไม่กังวล เพราะมองแผนปีหน้าที่จะวางกลยุทธ์รุกตลาด เพื่อสร้างอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าปีนี้
ปัจจุบันธนาคารดำรงเงินกองทุนขั้นที่ 1 มากกว่า 19% ถือเป็นธนาคารที่มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่สุดในประเทศไทย ส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) รักษาไว้ที่ระดับ 10% ด้านผล ตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ใกล้ 2%







