
กรอ.รับข้อเสนอเอกชนสั่งคลังดูลดภาษีท่องเที่ยว
เอกชนชงที่ประชุม กรอ. กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 หมื่นบาท ดันไทยศูนย์กลางทดสอบยางล้ออุตสาหกรรมไบโอพลาสติก
เอกชนชงที่ประชุม กรอ. กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 หมื่นบาท ดันไทยศูนย์กลางทดสอบยางล้ออุตสาหกรรมไบโอพลาสติก
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธาน ครั้งที่2 ภาคเอกชนได้มีการเสนอเรื่องในที่ประชุมทั้งสิ้น 12 เรื่อง โดยเป็นส่วนขอสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 4 เรื่อง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 6 เรื่องและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) 2 เรื่อง ซึ่งทั้งหมดที่ประชุมเห็นด้วยในหลักการและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือและจัดทำแนวทางเสนอเข้ามายัง กรอ. ในครั้งต่อไป
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธาน สทท. กล่าวว่า สทท.ได้เสนอให้มีการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น โดยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อราย รวมถึงให้กระทรวงท่องเที่ยวฯ มีการกำหนดมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้โรงแรมขนาดเล็กในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ โดยหัวหน้า คสช. มอบหมายกระทรวงกระทรวงการคลังไปพิจารณาและกำหนดค่าใช้จ่ายที่จะนำมาลดหย่อนภาษีโดยเร็ว และมอบหมายกรมโยธาธิการและผังเมืองเร่งรัดนำเสนอร่างกฏกระทรวงว่าด้วยการนำอาคารประเภทอื่นมาใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ..เพื่อจัดระเบียบโรงแรมให้ถูกกฎหมาย
ประเด็นที่สองเป็นมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบการประชุมสัมมนานานาชาติและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล(ไมซ์) และแก้ปัญหาวีซ่าทุกประเภท ทั้งระบบ นอกจากนี้ สทท.เสนอแนวคิดให้วางแผนและตั้งเป้ากำหนดรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่ 4ล้านล้านบาทในปี 2561 ซึ่งที่ประชุมมีมุมองที่เห็นด้วย เพราะประเทศไทยมีศักยภาพทำได้
“ส่วนเรื่องของกฎอัยการศึกนั้น แม้จะมีการเรียกร้องให้ คสช. ยกเลิกกฎอัยการศึกไป แต่เรื่องนี้เอกชนภาคการท่องเที่ยวจะไม่กดดันภาครัฐ จะให้ภาครัฐเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม เพราะเห็นว่าประเด็นเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวยังมีความสคัญและ 3 เดือนที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า คสช. ดำเนินการแก้ไขหลายปัญหลายอย่างได้ภายใต้กฎอัยการศึก เช่นการจัดระเบียบชายหาด ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว” นางปิยะมาน กล่าว
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า จาก 6 เรื่องที่ ส.อ.ท.นำเสนอนั้น มีประเด็นหลักคือการขอให้ตั้งศูนย์ทดสอบยางล้อเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยางล้อที่ได้มาตรฐานทั้งมาตรฐานของยุโรป สหรัฐฯ รวมถึงเอเชีย โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องส่งตัวอย่างยางล้อไปทดสอบในต่างประเทศ โดยมาตรการนี้จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งเบื้องต้นได้มีการเสนอของบประมาณเพื่อลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์ทดสอบไป 400 ล้านบาท โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแต่ให้กระทรวงอุตสาหกรรมและส.อ.ท.ไปพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องของพื้นที่ตั้งศูนย์ทดสอบเพื่อประเมินมูลค่าการลงทุนที่รวมทั้งที่ดินและค่าอาคาร
รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติกชีวภาพของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมก็เห็นด้วยและให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงานรับเรื่องไปดำเนินการต่อ โดยประเด็นที่ต้องดูเพิ่มเติมนั้นคือการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดให้ผู้นำด้านนี้มาลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะปัจจุบันในอาเซียนมีคู่แข่งอยู่ 2 ประเทศคือไทยและมาเลเซีย แต่ไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบรองรับทั้งอ้อยและมันสำปะหลัง
ส่วนที่เหลือที่ ส.อ.ท.เสอนคือ การปรับปรุงกฎเกณฑ์ระเบียบว่าด้วยศุลกากรให้เอื้อต่อการค้ามากขึ้น รวมถึงกระทรวงการคลังเป็นศูนย์กลางดึง 36 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งการเชื่อมโยงระบบข้อมูลการบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้าและส่งออกและโลจิสติกส์ของหน่วยการต่างๆ ผ่านระบบ National Single Window(NSW) ให้เรียบร้อยภายในปี 2558 กฎหมายผังเมือง และกฎระเบียบต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งที่ประชุมได้มอบให้ ส.อ.ท.ไปรวบรวมกฎหมายที่เป็นปัญหาและเสนอต่อฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ได้โดยตรง
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเสนอเรื่องการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยจากปัจจุบัน 11 ล้านไร่ เพิ่มอีก 6.7ล้านไร่ เป็น 17-18 ล้านไร่ ในประมาณ 7-8 ปี ข้างหน้า ซึ่งจะทำให้มีปริมาณผลผลิตอ้อยเป็น 200 ล้านตันอ้อย จากปัจจุบันที่ประมาณ 103 ล้านตันอ้อยต่อปี โดยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะมาจากการปรับพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวที่มีอยู่ 27 ล้านไร่ ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 70 ล้านไร่
ทั้งนี้ หากได้รับการผลักดัน จะทำให้ในอนาคตสามารถเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพิ่มจาก 3.6 หมื่นล้านบาท เป็น 1 แสนล้านบาท และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยจากปัจจุบันที่มีรายได้ 3 แสนบาทต่อปี เป็น 4 แสนบาทต่อปี โดยเรื่องนี้ที่ประชุมฯมอบหมายให้นำข้อเสนอนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า ซึ่งมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานเพื่อหารือกันในแนวทางปฏิบัติต่อไป
นอกจากนี้ ได้เสนอเรื่องการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดน โดยการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอยกระดับด่านชายแดนจากจุดผ่อนปรนชั่วคราวให้เป็นด่านถาวร เช่น จัดผ่อนปรนเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ด่านห้วยโกร๋น จ.น่าน ด่านภูดู่ จ.อุตรดิตถิ์ ด่านท่าลี่ จ.เลย จุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น จ.แม่ฮ่องสอน เป็นต้น รวมถึงขอให้ สศช.และกระทรวงการต่างประเทศ ประสานงานกับทางการกัมพูชา เพื่อประสานงานการเปิดเจรจาทวิภาคีเพื่อของเพิ่มโควต้าการเดินรถตามกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงระหว่างไทย – กัมพูชา จาก 40 เป็น 500 คัน รวมทั้งเจรจาผ่อนปรนการขอรับการลงตราวีซ่าระหว่างไทยกับพม่าในบางพื้นที่โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและเศรษฐกิจ







