
อาเบะโนมิกส์แผ่อาเซียนญี่ปุ่นเร่ง"หาคู่"ช่วยเอสเอ็มอี
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะอาเบะ ที่วางนโยบายเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” ซึ่งประกอบด้วย “ลูกศร 3 ดอก” ภายใต้นโยบายดังกล่าวมีเรื่องหนึ่งที่ญี่ปุ่นกำลังเร่งดำเนินการ คือการสนับสนุนเอสเอ็มอีไปลงทุนในต่างประเทศ
ยูซูรุ ฮาตะ ผู้อำนวยการบริหารองค์การเพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และนวัตกรรมภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (เอสเอ็มอาร์เจ) เปิดเผยว่า นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นอย่างน้อย 1 หมื่นราย จากจำนวนเอสเอ็มอีในญี่ปุ่นปัจจุบันกว่า 4 ล้านราย ออกไปลงทุนในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคหลักอย่างหนึ่งของเอสเอ็มอีญี่ปุ่น คือ ขาดทักษะทางภาษา แม้หลายรายจะมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี มีความรู้หรือโนว์ฮาวโดดเด่น แต่เมื่อไม่สามารถสื่อสารได้ จึงออกไปเจรจาจับคู่ธุรกิจกับต่างชาติลำบาก ขาดโอกาสต่อยอดธุรกิจ เอสเอ็มอาร์เจจึงต้องเข้าไปช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอี
วิธีการของเอสเอ็มอาร์เจ คือ การจัดโครงการ “ASEAN CEO Network Enhancing” พาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอของบริษัทต่างๆ จากไทย อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม รวมถึงประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ไปพบกับเอสเอ็มอีถึงญี่ปุ่น เพื่อให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เอสเอ็มอาร์เจจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้แก่เหล่าซีอีโอที่เดินทางไปทั้งค่าที่พักและค่าเดินทาง สาเหตุที่ให้ซีอีโอไปเพราะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง สามารถระบุได้ทันทีว่าจะร่วมมือกับเอสเอ็มอีที่ได้พบในญี่ปุ่นหรือไม่
สำหรับบริษัทที่คัดเลือกไป ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ของแต่ละประเทศ เนื่องจากกลุ่มเอสเอ็มอีในอาเซียนหลายประเทศยังไม่เติบโตมากนัก
ในแต่ละปีเอสเอ็มอาร์เจตั้งเป้าจะพาซีอีโอไทยไปพบนักธุรกิจญี่ปุ่นให้ได้อย่างน้อย 45 ครั้ง โดยอาจไปพร้อมกันทุกประเทศในอาเซียน ไปครั้งละประเทศ ในปี 2556 ได้พาบริษัทอาเซียนไปญี่ปุ่นไม่น้อยกว่า 130 บริษัท ขณะที่เดือน มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา ก็พาไปอีก 50 บริษัท เชื่อว่าจะมีมูลค่าความสำเร็จที่เกิดจากการเจรจาดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านเยน หรือราว 1,860 ล้านบาท
“อาเซียนน่าจะถือเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของเอสเอ็มอีในญี่ปุ่นที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศ การเจรจาครั้งที่ผ่านมาไทยยังเป็นประเทศที่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นตกลงทำสัญญามากที่สุดด้วย”
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้การเจรจาระหว่างเอสเอ็มอีญี่ปุ่นและซีอีโอประเทศต่างๆ ในอาเซียนสำเร็จได้ เพราะในหลายประเทศมีหน่วยงานที่ช่วยสนับสนุนเรื่องการจับคู่ธุรกิจกับบริษัทต่างชาติอยู่แล้ว เช่น ในไทยมีสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ทำให้มีการเตรียมข้อมูลชัดเจนว่าภาคธุรกิจที่ไปเจรจาต้องการอะไร เป้าหมายในการเจรจาคืออะไร เมื่อเข้าไปในญี่ปุ่นแล้วจึงสามารถจับคู่ได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนเข้มข้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นเอสเอ็มอาร์เจ จะเดินหน้าลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับประเทศต่างๆ ในอาเซียนเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานร่วมกันมีทิศทางมากขึ้น โดยเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ได้ไปลงนามกับอินโดนีเซียแล้ว และในต้นเดือน ก.ย.นี้ จะมาลงนามกับไทย
หลังจากลงนามเอ็มโอยูแล้ว อาจมีการพัฒนาแผนการจับคู่ธุรกิจระหว่างกันบ้าง เช่น ความร่วมมือกับไทย อาจเพิ่มการนำเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่มีศักยภาพสูงมาพบซีอีโอธุรกิจในไทยด้วย
สำหรับเอสเอ็มอีในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการก่อสร้าง
ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีอาเบะยังเดินทางไปผูกสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในอาเซียนอย่างต่อเนื่องเชื่อว่าจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทในอาเซียนกับเอสเอ็มอีในญี่ปุ่นดียิ่งขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นคือประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุด จำนวน 220 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8.99 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติม 241 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อปี 2556 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 562 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 2.82 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมมีจำนวน 686 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 2.9 แสนล้านบาท







