
สิ่งที่เกิดจากการผลิต
สิ่งที่เกิดจากการผลิตก็คือ “สินค้า” และ “ของเสีย” (ขยะ น้ำเสีย อากาศเสีย) ดังนั้น การบริหารจัดการ “คุณภาพสินค้า” และ “ของเสียจากการผลิต” จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนด้วย
สิ่งที่เกิดจากการผลิตก็คือ “สินค้า” และ “ของเสีย” (ขยะ น้ำเสีย อากาศเสีย) ดังนั้น การบริหารจัดการ “คุณภาพสินค้า” และ “ของเสียจากการผลิต” จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนด้วย
การปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งด้านบวกและด้านลบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ตลอดจนวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก
ปัญหาผลกระทบทางลบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ การลดน้อยลงของทรัพยากรธรรมชาติ การเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ปัญหาความขัดแย้งจากการ (แย่ง) ใช้ทรัพยากร ปัญหาขยะและการลักลอบทิ้งกากของเสียและวัตถุอันตราย ปัญหาน้ำเสีย การปนเปื้อนของดินและแหล่งน้ำ มลพิษทางอากาศ
อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการคุณภาพสินค้าและการบริหารจัดการของเสียจากการผลิต เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้ความสำคัญทั้งคู่และมีพัฒนาการ (วิวัฒนาการ) อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม
แนวความคิดในวิวัฒนาการของการบริหารจัดการ “คุณภาพสินค้า” และ “ของเสียจากการผลิต” จะสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1 คือ การคัดแยก (Separation)
ในยุคแรกๆ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตจากการทำด้วยมือมาสู่การผลิตด้วยเครื่องจักรเป็นจำนวนมาก (Mass Production) ระบบการตรวจสอบสินค้าเพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์ที่บกพร่อง (Inspection) ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแยกของดีออกจากของเสีย โดยเมื่อมีของเสียเกิดขึ้นก็จะนำไปกำจัด (Waste Disposal) ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น การเผา การฝังกลบ
ระดับที่ 2 คือ การควบคุม (Control)
การควบคุมในกระบวนการผลิตได้ถูกนำมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทั้งในเรื่องของคุณภาพสินค้า และของเสียที่เกิดจากการผลิต โดยการควบคุมคุณภาพสินค้าจะเรียกว่า Quality Control ซึ่งเป็นการควบคุมกระบวนการผลิตตลอดกระบวนการให้สินค้ามีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนดทุกรายการ
ระดับที่ 3 คือ การป้องกัน (Prevention)
การป้องกันได้ถูกนำมาใช้แทนการควบคุมและการบำบัด หรือเรียกว่าการประกันคุณภาพ (Quality Assurance) ซึ่งเน้นการมองธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การจัดซื้อจัดจ้าง การผลิต การส่งมอบสินค้า การตลาดและการบริการหลังการขาย ในขณะที่ด้านการป้องกันมลพิษจะถูกเรียกว่า Pollution Prevention ซึ่งเน้นการเลือกใช้วัตถุดิบและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อทำให้เกิดมลพิษในระดับต่ำที่สุด
ระดับที่ 4 คือ การมีส่วนร่วม (Participation)
การมีส่วนร่วมของพนักงานทั้งองค์กรจะมีความสำคัญยิ่งสำหรับองค์กรยุคใหม่ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการคุณภาพและการบริหารจัดการของเสียจากการผลิต โดยในเรื่องของคุณภาพจะเรียกว่า Total Quality Management ซึ่งหมายถึงการบริหารจัดการคุณภาพที่ทุกคนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อเป้าหมายด้านคุณภาพขององค์กรร่วมกัน เช่นเดียวกันกับการบริหารจัดการมลพิษและของเสียที่มีประสิทธิภาพก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนในองค์กรมีจิตสำนึกร่วมกันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรในการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ระดับที่ 5 คือ การบูรณาการ (Integration)
การบูรณาการของทุกภาคส่วนจะมีความสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมให้องค์กรประสบผลสำเร็จ ทั้งในด้านการบริหารจัดการคุณภาพสินค้าและการบริหารจัดการของเสียจากการผลิต โดยในเรื่องของการบริหารจัดการคุณภาพมักจะนำหลักการประกันคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Assurance) มาใช้ ซึ่งนอกเหนือจากทุกคนในองค์กรจะต้องรับผิดชอบในเป้าหมายด้านคุณภาพขององค์กรร่วมกันแล้ว องค์กรยังต้องส่งเสริมให้พันธมิตรทางธุรกิจมีความรู้และมีการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดคุณภาพทั่วทั้งองค์กรอีกด้วย ในขณะที่การบริหารจัดการมลพิษและของเสียจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการของทุกภาคส่วน เช่น พนักงานในองค์กร คู่ค้าทางธุรกิจ ชุมชน ลูกค้าและผู้บริโภค เป็นต้น
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ เพียงต้องการชี้ให้เห็นว่า “คุณภาพ” กับ “ของเสีย” ต่างมีวิวัฒนาการร่วมกันมายาวนานแล้ว...ครับผม!







