posttoday
วิกฤตการณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

วิกฤตการณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

31 พฤษภาคม 2553

....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

 

ความจริงแล้วภาพรวมของธุรกิจท่องเที่ยวของโลกในปี 2553 ฟื้นตัวค่อนข้างมาก โดยองค์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้พยากรณ์ว่า ทั่วโลกจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมกัน 910 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่ม 34% โดยเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 191 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มสูงถึง 57% สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศของไทย ซึ่งเดิมมีจำนวน 14.15 ล้านคน ในปี 2552 และตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 15.516 ล้านคน ในปี 2553 โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 สถานการณ์นับว่าดีมาก มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากถึง 4.67 ล้านคน เพิ่มขึ้นมากถึง 28.2% เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2552 ทำให้เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ 15.516 ล้านคน นับว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม

แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองถึงขั้นนองเลือดในช่วงเดือน มี.ค.พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศ รัฐบาลหลายประเทศถึงกับออกประกาศแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ห้ามเดินทางมาไทยชั่วคราว แม้ปัจจุบันสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองได้คลี่คลายลงไปบ้าง แต่รัฐบาลยังคงประกาศเคอร์ฟิวออกนอกบ้านพักและเคหสถานภายหลังเวลาที่กำหนด ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ เพราะคิดว่าประเทศไทยยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต และก่อให้เกิดความไม่สะดวกในเดินทางท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อสินค้า และท่องเที่ยวในสถานบันเทิง

จากตัวเลขเบื้องต้น ขณะที่ในเดือน มี.ค. 2553 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฉลี่ยวันละ 3.2 หมื่นคน แต่ในเดือน เม.ย. 2553 ลดลงเหลือวันละ 2.35 หมื่นคน และตัวเลขล่าสุดช่วง 22 วันแรกของเดือน พ.ค. 2553 ลดลงอีกเหลือเพียงแค่วันละ 1.67 หมื่นคน

ดังนั้นจึงมีการประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2553 ใหม่ โดยในส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดว่าลดลงเหลือ 14.1 ล้านคน แต่สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลับคาดหมายว่าอย่างเก่งก็คงไม่เกิน 13 ล้านคน

สำหรับการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของประเทศในครั้งนี้นับว่ายากกว่าเมื่อครั้งโรคซาร์ส สึนามิ เหตุการณ์ปิดท่าอากาศยาน 2 แห่ง และเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อครั้งเดือน เม.ย. 2552 ค่อนข้างมาก ซึ่งในครั้งนั้นๆ ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวภายในเวลาเพียง 46 เดือน

กงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นว่า จะต้องใช้เวลาที่ยาวนานขึ้นเป็น 68 เดือน ดังนั้นจากสถานการณ์ข้างต้นได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องกับธุรกิจท่องเที่ยวมากมาย เป็นต้นว่า สายการบิน ธุรกิจนำเที่ยว รถโดยสาร โรงแรม ภัตตาคาร ฯลฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านต่างเก็บเกี่ยวโอกาสทองอย่างเต็มที่ โดย Ivo R. Nekvapil รองผู้อำนวยการอาวุโส สมาคมโรงแรมของประเทศมาเลเซีย ได้ให้ทัศนะเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2553 ว่า จะต้องไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ บรรดาสมาชิกควรนำเสนอบริการห้องพักในราคาพิเศษแบบ ลด แลก แจก แถม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศไทยมาท่องเที่ยวยังประเทศมาเลเซีย พร้อมกันนี้ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของมาเลเซียในส่วนจุดเด่นที่เหนือกว่าทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม อาหารอร่อย และวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ส่วน Joanna Chee ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษา รวมถึงบริการจัดการประชุมสัมมนาและงานรื่นเริง (Even Organizer) ได้ให้ทัศนะว่า การที่ดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยนั้น จำเป็นจะต้องนำเสนอสิ่งที่เป็นพิเศษหรือเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง สำหรับปัจจัยที่มาเลเซียดีเยี่ยมแต่กลับถูกมองข้าม คือ อาหารที่หลากหลายทั้งอาหารมาเลย์ อาหารจีน และอาหารอินเดีย ทั้งมีราคาไม่แพง ดังนั้นมาเลเซียควรจัดเทศกาลอาหารกันเป็นประจำ และหากเป็นไปได้ ควรจัดทุกเดือนในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้มาเลเซียยังมีจุดเด่นมากในแง่ที่เป็นประเทศที่มีภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การแล่นเรือยอชต์

ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของมาเลเซียได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันแซงไทยไปหลายช่วงตัว โดยเพิ่มจาก 22.1 ล้านคน ในปี 2551 เป็น 23.7 ล้านคน ในปี 2552 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ล้านคน ในปี 2553 และคาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้ 5.4 หมื่นล้านริงกิต หรือประมาณ 5.4 แสนล้านบาท

ขณะที่สิงคโปร์นับว่าการท่องเที่ยวดีมาก ภายหลังเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแบบครบวงจรขนาดยักษ์ติดอันดับโลก 2 แห่ง คือ

โครงการ Resorts World Sentosa เพียบพร้อมทั้งกาสิโน สวนสนุกยูนิเวอร์แซล และอะควอเรียมขนาดยักษ์ มูลค่าก่อสร้าง 1.6 แสนล้านบาท ได้เปิดดำเนินการเมื่อเดือน ก.พ. 2553

โครงการ Marina Bay Sands ประกอบด้วย กาสิโน ศูนย์การประชุมทันสมัยระดับโลก โรงแรม พิพิธภัณฑ์ โรงละคร ฯลฯ มูลค่าก่อสร้าง 1.8 แสนล้านบาท ได้เปิดดำเนินการเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2553

ขณะที่ศูนย์ช็อปปิ้งชั้นนำของประเทศไทย คือ ย่านราชประสงค์ ต้องปิดดำเนินการปลายสัปดาห์ บางส่วนถูกเผาต้องบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่หน่วยงานคณะกรรมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ได้ลงทุน 1,000 ล้านบาท ปรับปรุงย่านถนนออร์ชาร์ด ซึ่งมีระยะทาง 2 กม. แล้วเสร็จ เพื่อให้โดดเด่นในด้านเป็นศูนย์กลางช็อปปิ้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งหนึ่ง โดยได้ลดพื้นที่ถนนลงและขยายพื้นที่ทางเดินเท้า เดิมกว้างกว่าทางเท้าแถบราชประสงค์ของไทยอยู่แล้วให้กว้างยิ่งขึ้นไปอีก พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ทางเดินเท้าให้เป็น 3 โซน คือ โซนดอกไม้ โซนป่าไม้ และโซนผลไม้

จากแม่เหล็กด้านท่องเที่ยวดังกล่าวข้างต้น จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวของสิงคโปร์จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 9.7 ล้านคน ในปี 2552 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากถึง 30% เป็น 12.5 ล้านคน ในปี 2553 และตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกเป็น 17 ล้านคน ในปี 2558 ทั้งนี้หากไม่รีบแก้ไขสถานการณ์แล้ว มีแนวโน้มว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยซึ่งในอดีตเคยครองอันดับ 1 นั้น ในอนาคตจะตกเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน