
ภาคอุตสาหกกรมดาหน้าสู้ ลุ้นครึ่งปีหลังตลาดฟื้น
....ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
จากผลการสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจค้าขายในประเทศ ทำให้สูญเสียรายได้วันละ 800
–1,000 ล้านบาทแยกเป็นผลกระทบต่อธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจผลิตและขายสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจผลิตและขายสินค้าคงทน เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น กระทบประมาณ 70% หรือคิดเป็น 560
–700 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ผลกระทบอีก 30% หรือ 240–300 ล้านบาทต่อวัน เกิดขึ้นกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการต้องกลับมามองถึงความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจครึ่งปีหลังกันใหม่
นายวิชัย อัศรัสกร นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทย และเครื่องประดับ กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองจบลง การซื้อขายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับภายในประเทศคงจะลดลง และอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างมาก เพราะร้านเครื่องประดับส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณราชประสงค์ และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก
ส่งผลให้ต้องปิดกิจการไปชั่วคราว ประกอบกับความต้องการซื้อสินค้าเหล่านี้ของประชาชนในประเทศคงจะลดลง เนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายอยู่ในภาวะซบเซา อีกทั้งสินค้าอัญมณี จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย จึงถูกเลือกซื้อเป็นลำดับท้ายๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ก็พยายามที่จะตั้งตัว ดำเนินธุรกิจให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว โดยหวังว่าในช่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเริ่มฟื้นตัว บรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยจะกลับมาคึกคักอีกครั้งเหมือนช่วงต้นปี ที่ธุรกิจท่องเที่ยวดีเป็นพิเศษ ทำให้การค้าขายเครื่องประดับและอัญมณีได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย เพราะการค้าขายในประเทศ 10% จะมาจากการซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยว
“
ในอุตสาหกรรมนี้ ตลาดในประเทศอาจจะกลับมายากกว่าธุรกิจอื่นๆ อย่างแน่นอน เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวกลับมา”นายวิชัย กล่าวว่า หลังจากนี้คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศให้กลับคืนมา เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นทุกคนก็จะรู้สึกตกใจ ชะลอการใช้เงิน
ดังนั้น รัฐบาลและภาคเอกชนจึงต้องช่วยกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นแบบเป็นรูปธรรม เช่น การจัดงานให้ร้านค้าสามารถกลับมาขายของได้ตามปกติ มีแคมเปญให้คนไทยหันมาซื้อของไทย ใช้ของที่คนไทยผลิต เมื่อตลาดในประเทศเริ่มมีความมั่นคงแล้วค่อยออกเดินสายไปโรดโชว์ต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้กลับเข้ามาในเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนต่างๆ คงจะต้องทำอย่างมั่นคง ไม่รีบร้อน เพื่อฟื้นฟูตลาดทั้งใน และต่างประเทศอย่างเป็นขั้นตอน
นายธำรง ธิติประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายของตลาดในประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินว่าน่าจะเติบโตได้ในระดับ 510% โดยมีเงื่อนไขว่าสถานการณ์ทางการเมืองต้องนิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมรองเท้าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน
ในช่วงที่ผ่านมาอาจได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อยจากยอดขายที่ลดลง แต่หากเทียบกับสินค้าประเทศอื่นแล้ว รองเท้ายังคงไปได้ด้วยดี และจะพลิกฟื้นกลับมาอีกได้ไม่ยาก เพราะหากเหตุการณ์ความไม่สงบผ่านไป ผู้บริโภคจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น จะเริ่มซื้อสินค้าที่มีความจำเป็นก่อน ประกอบกับเมื่อธุรกิจต่างสามารถเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปได้ ประชาชนก็จะมีงานทำ มีรายได้ และนำเงินมาจับจ่ายใช้สอยต่อไป จึงเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมรองเท้า
สำหรับมูลค่าตลาดในประเทศยังไม่มีมูลค่าที่แน่ชัด ส่วนใหญ่จะประเมินจากการที่คน 1 คน จะมีอัตราการใช้รองเท้าประมาณ 2 คู่ต่อปี และรวมด้วยจำนวนประชากรทั้งหมด ก็จะเป็นความต้องการรองเท้าของตลาดในประเทศแต่ละปี ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ในระดับสูงเลยทีเดียว
“
อุตสาหกรรมรองเท้าได้รับผลกระทบไม่รุนแรง เป็นสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคสามารถที่จะพลิกฟื้นเข้าภาวะสู่ปกติได้เร็ว ทำให้เรามองว่าครึ่งปีหลังรองเท้าจะมีโอกาสโตได้สูงถึง 10%”นายถาวร กนกวลีวงศ์ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองสินค้าเครื่องนุ่งห่มได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จากลูกค้าต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวที่ลดลง ซึ่งในย่านราชประสงค์ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติกว่า 20
–30% รวมทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง จึงส่งผลต่อยอดขายสินค้าช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าสถานการณ์การซื้อขายคงจะซบเซาลง เพราะนักท่องเที่ยวหายไปหมด แต่ในส่วนของคนไทยเองเชื่อว่าจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง โดยมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่ราคาถูกลง ซึ่งผู้ประกอบการก็ต้องเร่งแข่งขันกันลดราคา เพื่อระบายสินค้าในสต๊อก เน้นการทำโปรโมชันเพื่อเรียกยอดขายให้กลับคืนมา
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการก็ต้องดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอน จึงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และควบคุมปริมาณการปล่อยสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างระมัดระวัง ทั้งในด้านการผลิต และการขาย
“
คาดว่าความเชื่อมั่นของลูกค้าจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงปลายปี ซึ่งผู้ประกอบการไม่ได้หวังว่าในปีนี้ตลาดในประเทศจะขยายตัวอย่างที่คาดไว้ในตอนแรกประมาณ 20% แค่หวังให้ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับเท่ากับปีที่แล้วก็เพียงพอแล้ว ส่วนการจัดกิจกรรมเปิดถนนคนเดินบริเวณสถานที่ต่างๆ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ เพราะคนจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับมาซื้อของอีกครั้ง แต่มูลค่าการค้าจะมีมากน้อยแค่ไหนคงต้องประเมินกันอีกครั้ง” นายถาวร กล่าว






