
ชงกรอ.ช่วยผู้ประกอบการ
ใช้งบภาครัฐ30%ซื้อสินค้าเอสเอ็มอีพร้อมชู5แผนให้เงินลดภาษีนิติบุคคล
ใช้งบภาครัฐ30%ซื้อสินค้าเอสเอ็มอีพร้อมชู5แผนให้เงินลดภาษีนิติบุคคล
ส.อ.ท.ชง 5 แนวทางดันเอสเอ็มอี ปรับโครงสร้างหน่วยงานดูแล ขอลดภาษี เหลือ 10-15% พร้อมขอ 1% ภาษีนิติบุคคลอุดหนุนรายเล็กต่อเนื่องแม้การเมืองสะดุด ปรับเกณฑ์ลดอุปสรรค เพิ่มความสามารถเข้าถึงเงินทุน เพิ่มโอกาสการตลาดเสนอจัดซื้อจัดจ้างรัฐ 30% ซื้อของเอสเอ็มอี
ส.อ.ท.เสนอรัฐจัดงบจัดซื้อจัดจ้าง 30% สำหรับสินค้าเอสเอ็มอี พร้อมเสนอ 5 แนวทาง ลดภาษีช่วย
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งต่อไป จะเสนอนโยบายเมดอินไทยแลนด์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะขอให้มีการกำหนดงบจัดซื้อจัดจ้างแต่ละโครงการของภาครัฐ 30% เป็นการซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอี เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีรายได้มากขึ้น เกิดการวิจัยและพัฒนาในเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันรายจ่ายภาครัฐสูงถึง 19% ของจีดีพี
ทั้งนี้ ส.อ.ท.โดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) ได้จัดทำแนวทางการผลักดันรายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ถึง 50% ของจีดีพี เพื่อให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งระยะต่อไปจะมีการนำเสนอเพื่อให้เกิดการผลักดันผ่านทั้งบอร์ดสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงาน สสว. รวมถึงคณะกรรมการ กรอ.
ส.อ.ท.ได้เสนอให้การส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ต่อที่ประชุมคณะกรรมส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ ผลักดันให้รายได้ของเอสเอ็มอีมีมูลค่าถึง 50% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่ 37% ผลักดันเอสเอ็มอีสู่การแข่งขันระดับสากล และส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ต่อเนื่อง
หลังการเสนอดังกล่าว ส.อ.ท. และโดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ได้จัดทำแนวทางการผลักดันเพื่อให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งระยะต่อไปจะมีการนำเสนอเพื่อให้เกิดการผลักดันผ่านทั้งบอร์ดสสว. สำนักงาน สสว. รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ(กรอ.)
“เราจะเสนอแนวทางต่างๆ ผ่านหลายช่องทาง แต่ที่จะมีการเสนอต่อที่ประชุม กรอ. ครั้งหน้าคือนโยบายเมดอินไทยแลนด์ ที่จะขอให้มีการกำหนดให้ 30% ของการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละโครงการของภาครัฐเป็นการซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอี ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีรายได้มากขึ้นและเกิดการวิจัยและพัฒนาในเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันรายจ่ายภาครัฐก็สูงถึง 19% ของจีดีพี” นายสุพันธุ์ กล่าว
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รอง ส.อ.ท.ในฐานะประธานเอสเอ็มไอ กล่าวว่าเอสเอ็มไอได้เสนอแนวทางผลักดันเอสเอ็มอีใน 5 ด้าน คือ 1.ปรับปรุงกลไกการส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยบูรณาการการทำงานภาครัฐในการพัฒนา ยกระดับเอสเอ็มอี โดยเสนอให้ สสว.ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี
และควรให้ สสว. ต้องมีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ภาครัฐจะให้การส่งเสริมเอสเอ็มอี และต้องกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบมี KPI ด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอี รวมถึงจัดสรรงบประมาณแบบบูรณาการหรืออาจพิจารณาออกกฎหมายพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินนอกงบประมาณ เพื่อสร้างหลักประกันระยะยาวในการส่งเสริม อย่างต่อเนื่อง2.ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเอสเอ็มอี เช่น ปรับปรุงภาษี กฎระเบียบและกฎหมายธุรกิจ ที่เป็นอุปสรรคภาครัฐต่อการดาเนินธุรกิจ ผลักดันให้นำภาษีเงินได้นิติบุคคล 1% หรือปีละ 6,000 ล้านบาท มาใช้เป็นกองทุนในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ซึ่งจะตกปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยไม่เกิดการสะดุดแม้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้น ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือ 10-15% ให้กับผู้ประกอบการรวมถึงลดค่าธรรมเนียมหรือค่าเบี้ยปรับต่างๆ การอำนวยความสะดวกและปรับเปลี่ยนรูปแบบการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
3.ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับบทบาทและเงื่อนไขการให้สินเชื่อหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินของเอสเอ็มอีแบงก์ ให้สามารถอนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น ปรับหลักเกณฑ์การค้ำประกันเงินกู้ของ บสย. จาก 18% เป็น 30-50% และปรับปรุงประวัติเครดิตบูโร ของเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาจากการชุมนุมทางการเมืองหรือภัยพิบัติต่างๆ
“จะเห็นว่าทั้ง สสว. บสย. และเอสเอ็มอีแบงก์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ตามแผนมิยาซาวา แต่ทั้ง 3 หน่วยงานไม่ได้มีบทบาทตามที่วางไว้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการรื้อใหม่ให้ทั้งหมดให้กลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง” นายศักดิ์ชัย กล่าว
รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่ 4 พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจ เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การลดต้นทุนพลังงาน และการพัฒนาฝีมือแรงงาน ผลักดันให้มีการรวมกลุ่มและมีกิจกรรมที่เกื้อหนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน และโยงกับผู้ประกอบการรายใหญ่ สนับสนุนการวิจัยพัฒนา รวมถึง พัฒนาตราสินค้าและส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สุดท้าย แนวทางที่และ 5.สร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เอสเอ็มอี เช่น จัดกิจกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้า ทั้งในและต่างประเทศผลักดันการเข้าสู่การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ
“การเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ เราอยากเสนอให้ภาครัฐไทยดำเนินการในแนวทางเดียวหลายประเทศ เช่น สหรัฐ เขากำหนดเลยว่าการจัดซื้อของภาครัฐ 30% ต้องเป็นการซื้อจากเอสเอ็มอี ดังนั้นไทยก็ควรจะกำหนดในอัตราเดียวกัน” นายศักดิ์ชัย กล่าว







