
‘ยานยนต์’โตเร็วเกินคาด
โพสต์ทูเดย์ — กลุ่มยานยนต์เตรียมรับผลกระทบหลังหมดโควตาเหล็ก 4.7 แสนตันช่วงครึ่งหลังของปี ต้นทุนเหล็กจ่อขยับทันที 510%
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ที่เติบโตกว่าการคาดการณ์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทำให้โควตาการนำเข้าเหล็ก 4.7 แสนตัน โดยไม่เสียภาษีตามข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (เจเทปา) หมดเร็วกว่าที่คาด
“
ในปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ได้โควตานำเข้าเหล็กสำหรับอุตสาห กรรมยานยนต์ที่ 4.7 แสนตัน โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า แต่จากการที่การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ ทำให้โควตาเหล็กหมดเร็วกว่าที่กำหนด” นายศุภรัตน์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจะต้องเดินหน้านำเข้าเหล็กมาผลิตรถยนต์นอกเหนือโควตาต่อไป
ทั้งนี้ จะมีผลกระทบทางด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เนื่องจากตามสถานการณ์ปกติ หากไม่อยู่ในโควตาจะต้องเสียภาษีอยู่ที่ 510% แล้วแต่ประเภทเหล็กที่นำเข้า
“
ตอนที่เราเจรจาเรื่องโควตาการนำเข้าเหล็ก มีการร้องขอโควตาไปมากกว่าที่ได้รับการจัดสรร แต่ทางที่ประชุมไม่เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้เร็วอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จึงอนุมัติมาแค่นี้ ซึ่งแม้ต้นทุนจะเพิ่ม แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการคงไม่ขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง อาจกระทบต่อการทำตลาดและยอดขายในภาพรวมได้” นายศุภรัตน์ กล่าวการที่อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งการผลิตในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในที่ประชุมกลุ่มฯ ครั้งล่าสุดได้ขอให้สมาชิกประเมินตัวเลขการผลิตและการจำหน่ายใหม่ เพื่อปรับเป้าหมายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย และคาด ว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน มิ.ย.นี้
เบื้องต้นอุตสาหกรรมยานยนต์ คาดการณ์ว่าตัวเลขการผลิตรถยนต์ในปีนี้จะอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปี 2551 ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าตลาดที่เติบโตขึ้นจะทำให้ตัวเลขการผลิตอยู่ที่ระดับ 1.51.6 ล้านคัน เป็นตลาดในประเทศประมาณ 6.5 แสนคัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตรถยนต์รวมประมาณ 1.8 ล้านคัน
อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าการเติบโตของตลาดส่งออกในตลาดหลักเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก มองว่าอาจจะทำได้ถึง 9 แสนคันในปีนี้ จากเป้าหมายเดิมที่ 8 แสนคัน หากพิจารณาปัจจัยลบแวดล้อมต่างๆ ก็มีไม่มาก ไม่ว่าจะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรือเรื่องราคาน้ำมัน ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกับตลาดในภาพรวมมากนัก เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมาก







