
บีบแบงก์เลิกฟ้องลูกหนี้คืนส่วนต่าง
บังคับคดีเร่งแก้กฎหมายแพ่ง ใช้หนี้คืนตามราคาขายทรัพย์
โพสต์ทูเดย์
— กรมบังคับคดีเร่งแก้กฎหมาย ปลดล็อกลูกหนี้ ชี้แนวโน้มคดีล้มละลายเกลื่อนเมืองนางชูจิรา กองแก้ว อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า กรมบังคับคดีเตรียมเสนอกระทรวงยุติธรรมแก้ไขกฎหมายแพ่งมาตรา 733 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกบังคับคดี ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ที่ยังขาดอยู่ หลังจากนำทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีออกขายทอดตลาด
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีลูกหนี้จำนวนมากต้องถูกยึดทรัพย์ หลังเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ไม่เพียงพอกับการชำระให้เจ้าหนี้ สุดท้ายเจ้าหนี้ก็ไปตามฟ้องยึดทรัพย์อื่นๆ มาชำระเพิ่มเติม และมีลูกหนี้จำนวนมากที่ต้องถูกฟ้องล้มละลาย
รวมทั้งจะมีการพิจารณาการปรับเพิ่มเพดานการอายัดเงินเดือนขั้นต่ำจาก 1 หมื่นบาท เป็น 1.5 หมื่นบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ คาดว่าภายใน 2 เดือนนี้น่าจะได้สรุป เพื่อรวบรวมและเสนอ รมว.ยุติธรรม เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้แม้ว่าตามกฎหมายแพ่ง มาตรา 733 จะระบุว่า ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุด และราคาทรัพย์สินนั้นมี ประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สิน ซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวน เงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดีเงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้อง รับผิดในเงินนั้น แต่มีคำสั่งกฤษฎีกาที่ให้เจ้าหนี้สามารถที่จะเรียก ทำให้เจ้าหนี้ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดทรัพย์และตามหนี้ส่วนที่เกินมูลค่าหลักทรัพย์จำนอง ดังนั้นจะต้องมีการแก้ไขถ้อยความในกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น
“
สถาบันการเงินที่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้จะมีการจดจำนองสินทรัพย์เพื่อเป็นหลักประกันการให้สินเชื่อและจะปล่อยเงินสินเชื่อให้ประมาณ 7080% ของราคาประเมิน รวมทั้งที่ผ่านมาลูกหนี้ที่ผ่านมามีการผ่อนชำระหนี้และดอกเบี้ยไปแล้วบางส่วน ดังนั้นควรให้ลูกหนี้ได้รับความเป็นธรรมด้วย เพราะส่วนใหญ่ไม่มีเจตนาที่จะปล่อยให้บ้านที่อยู่อาศัยถูกยึด และสถาบันการเงินก็ควรรับผิดชอบส่วนที่เสียหายบ้าง ไม่ใช่มารีดลูกหนี้แม้กระทั่งตามยึดทรัพย์สินทั้งหมด และยังฟ้องล้มละลายลูกหนี้” นางชูจิรา กล่าวขณะนี้แนวโน้มคดีล้มละลายมีมากขึ้น โดยปัจจุบันมีคดีล้มละลายประมาณ 6.3 หมื่นคดี คิดเป็นทุนทรัพย์ 3.85 ล้านล้านบาท ในขณะคดีแพ่งมีจำนวน 240,037 เรื่อง คิดเป็นทุนทรัพย์ 3.58 แสนล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี
ประกอบกับที่เกิดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 25402542 คดีขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ใกล้ครบ 10 ปีทำให้เจ้าหนี้ที่ซื้อหนี้จากคณะกรรมการ ปรส. ไปเร่งที่จะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ปริมาณคดีมีจำนวนมาก เพราะภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ประกอบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ของกรมบังคับคดีมีจำนวนลดลง โดยเจ้าหน้าที่ 1 คน จะต้องดูแลคดี 300 เรื่อง และสาเหตุที่เศรษฐกิจไม่ดีจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้มีการฟ้องร้องมากขึ้น ประกอบกับการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายง่ายขึ้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดามีมูลหนี้ 1 ล้านบาท และนิติบุคคล 2 ล้านบาท ก็สามารถที่จะฟ้องร้องล้มละลายได้ ทำให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายได้ง่ายมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการลดเรื่องอายุความ 3 ปี จากเดิม 10 ปี ทำให้ลูกหนี้อยากจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายเมื่อผ่านไป 3 ปี ก็กลับไปมีชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ ทุนทรัพย์น้อยก็ฟ้องล้มละลายได้ง่าย
“
ตอนนี้คนซื้อรถยนต์คันหนึ่ง 78 แสน มีหนี้บัตรเครดิต 23 ใบ เป็นหนี้ ขาดส่ง 23 งวด ก็โดนฟ้องล้มละลายได้ ตอนนี้กำลังจะแก้ไขที่จะเพิ่มวงเงินหนี้ ยกร่างมานานแล้วแต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้” นางชูจิรา กล่าวสำหรับแนวทางการแก้ไขกรมบังคับคดีจะมาปรับกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้น จะเปิดให้เอกชนมาช่วยงานด้านการขายทอดตลาด ซึ่งได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทน และกำหนดวิธีการปฏิบัติ ซึ่งคาดว่าจะให้เอกชนมาดำเนินการขายทอดตลาดแทนกรมบังคับคดีได้ก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้สำหรับผลการดำเนินงานของกรมบังคับคดี 6เดือนของปีงบประมาณ ( ต.ค.52มี.ค.53) สามารถผลักดันสินทรัพย์ขายทอดตลาดประมาณ 40,000 คดีคิดเป็นราคาประเมินรวม 120,000 ล้านบาท จากเป้าหมายการผลักดันสินทรัพย์ 130,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นคดีแพ่ง 30,519 คดี ราคาประเมิน 48,287 ล้านบาทและ คดีล้มละลาย 333 รายการ ราคาประเมินรวม 86,353 ล้านบาท ทั้งนี้สาเหตุเนื่องจากผลมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรับบาลที่มีลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองสินทรัพย์ รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่รู้จักกรมบังคับคดีมากขึ้น จากเดิมจะมีแต่นายหน้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เข้ามาซื้อเพื่อไปขายต่อ







