
ดันคสช.ล้างมาเฟียยางตั้งเสือตัวที่ 6-ผุดโรงงานยางล้อ
แม้ปัจจุบันไทยจะเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก แต่ไทยกลับมีรายได้จากการส่งออกยางพาราเพียง 4 แสนล้านบาท/ปีเท่านั้น
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
แม้ปัจจุบันไทยจะเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก แต่ไทยกลับมีรายได้จากการส่งออกยางพาราเพียง 4 แสนล้านบาท/ปีเท่านั้น เพราะการส่งออกยางพารา 90% อยู่ในรูปการส่งออกยางแผ่นดิบ ในขณะที่ผลการศึกษาระบุชัดเจนว่า หากไทยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกยางพาราในรูปผลิตภัณฑ์แปรรูปได้ 30% จะทำให้ประเทศมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 7-8 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ไทยยังคงส่งออกยางแผ่นดิบและราคาขายตกต่ำต่อเนื่อง เพราะจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ เพิ่มพื้นที่ปลูกยางทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านของไทย
เพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (ชสยท.) มองว่า สาเหตุที่อุตสาหกรรมยางพารา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราไปไม่ถึงไหน เป็นเพราะนักการเมืองและฝ่ายนโยบายไม่จริงจังในการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ ส่งผลให้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหายางพาราตกต่ำจะใช้แต่โครงการประชานิยมเป็นหลัก เช่น การใช้งบประมาณเข้าไปแทรกแซงราคายางในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราของประเทศเป็นเพียงแผนที่เขียนในกระดาษ
“เกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากฝากความหวังไว้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะ ผ่าตัดวงการยางให้พ้นจากเงื้อมมือของ 5 เสือ ผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศ โดยการส่งเสริมให้มีการตลาดซื้อขายยางพาราแบบส่งมอบจริงเป็นเสือตัวที่ 6 เพื่อมาคานอำนาจกับ 5 เสือ และช่วยตั้งไข่ในโครงการสำคัญ เพราะผลงานของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้สามารถจัดการกับมาเฟีย ในวงการยาง ที่วิ่งเต้นไม่ให้เกษตรกรสร้างอำนาจมาคานได้ ทำให้ชาวสวนยางต้องแบกรับกับปัญหาราคายางตกต่ำ โดยไม่มีใครช่วยได้” เพิก บอก
เพิก ระบุว่า คสช.ควรประกาศนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปให้ชัดเจนและกำหนดแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อให้มีผลออกมาเป็นรูปธรรม เพราะจนบัดนี้ หัวหน้า คสช.ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ (คสช.) ที่ทำหน้าที่ประธาน คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ก็ไม่เข้าใจปัญหาของยางมากพอ
ดังนั้น คสช.ควรที่จะให้คนรู้จริงและมืออาชีพเข้ามาทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องยาง ส่วนทหารควรทำเฉพาะงานด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราและมาตรการที่จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับยางพารานั้น เพิกเสนอให้มีการตั้งโรงงานยางล้อแห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่การสำรวจความต้องการใช้ยางล้อในประเทศต่อปีว่ามีเท่าไหร่ และกำหนดปริมาณการผลิตที่เหมาะสม ซึ่งเบื้องต้นอาจเน้นการผลิตล้อยางสำหรับรถยนต์ของหน่วยราชการก็ได้ หาก คสช.เอาจริง สามารถเรียกประชุมและเอาข้อมูลเพื่อดำเนินการได้ภายในปีนี้ โดยให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) เป็นหน่วยงานปฏิบัติ
“คนไทยจำนวนมากไม่มีกำลังมากพอที่จะซื้อยางแบรนด์ดังๆ เช่น บริดจสโตน หรือมิชลิน ซึ่งเปลี่ยนครั้งหนึ่งมากกว่า 1.5 หมื่นบาท คนจำนวนมากจึงหันมาไปซื้อล้อยางจีน เวียดนาม และยางมือสอง ซึ่งหากเราทำมารองรับตลาดคนชั้นกลาง ราคายุติธรรมไม่ต้องเสียค่าแบรนด์ และมีมาตรฐานที่ดีจะได้รับการตอบรับอย่างมาก เพราะการผลิตยางเทคโนโลยีหาซื้อได้ ผมขอเพียงแค่โรงงานตั้งไข่ รับรองว่าอนาคตยางล้อของไทยไปได้สวยแน่นอน” เพิก กล่าว
อุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย เสนอว่า คสช.ต้องเร่งดำเนินการเดินหน้าผลักดันการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางเพื่อดึงราคายาง เนื่องจากปัจจุบันราคายางดิ่งลงทุกวัน เช่น กำหนดอัตราภาษีการส่งออกยางในรูปยางที่ยังไม่แปรรูป เพิ่มขึ้น สร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เช่น การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ
“ต้องการให้ คสช.มีท่าทีที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการยางในสต๊อกรัฐบาล 2.1 แสนตัน เพราะก่อนหน้านี้ หัวหน้า คสช.บอกว่าจะนำยางในสต๊อกมาใช้ในประเทศมากขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย กลับให้ภาคเอกชนเสนอราคาซื้อยางมาให้ดู ซึ่งก็มีรายงานว่า บริษัท ศรีตรังฯ ผู้ส่งออกยางรายใหญ่เสนอราคาให้ 1,600 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือ 4849 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลให้ราคายางในตลาดดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง” อุทัย ทิ้งท้าย
ในขณะที่การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ คงไม่ใช่การให้ “คนไทยช่วยซื้อยางพาราคนละกิโล กลับบ้าน” อย่างแน่นอน







