
สงครามค้าปลีกเวียดนาม
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของไทย ได้ประกาศข้อตกลงที่จะซื้อกิจการห้างค้าปลีกในเวียดนามจากบริษัท เมโทร ของเยอรมนี ในมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของทุนไทยที่ไปลงทุนในเวียดนาม ซึ่งนับเป็นตลาดค้าปลีกที่น่าสนใจอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากเหตุผลหลายประการ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของไทย ได้ประกาศข้อตกลงที่จะซื้อกิจการห้างค้าปลีกในเวียดนามจากบริษัท เมโทร ของเยอรมนี ในมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของทุนไทยที่ไปลงทุนในเวียดนาม ซึ่งนับเป็นตลาดค้าปลีกที่น่าสนใจอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากเหตุผลหลายประการ
ประการแรก ประชากรมากถึง 88 ล้านคน มากกว่าไทย 25% ประกอบกับมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก แตกต่างจากไทยที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ GDP ของเวียดนามยังมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นมาก
ประการที่สอง ตลาดยังไม่อิ่มตัว มีโอกาสขยายตัวสูง เนื่องจากสัดส่วนโมเดิร์นเทรดยังอยู่ระดับต่ำ โดยจากสถิติของกรมการค้าภายในของเวียดนาม สัดส่วนได้เพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2550 เป็น 20% ในปี 2556 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% ในปี 2563
ประการที่สาม เวียดนามกำหนดจะเปิดเสรีธุรกิจค้าปลีกในเดือน ม.ค. 2558 ภายใต้ข้อผูกพันที่ทำกับองค์การการค้าโลก
ปัจจุบันห้างโคออปมาร์ทซึ่งเป็นเจ้าถิ่นครองอันดับ 1 กิจการค้าปลีกสมัยใหม่ รองลงมาคือ ห้างบิ๊กซีของฝรั่งเศส ครองอันดับ 2 ส่วนห้างเมโทร ซึ่งกลุ่มเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของไทยเพิ่งตกลงซื้อกิจการ ครองอันดับ 3 รองๆ ลงมาอีกคือ ห้างล็อตเต้มาร์ทของเกาหลีใต้ ห้างปาร์คสันของมาเลเซีย ห้างโรบินส์ ซึ่งเป็นกิจการของห้างโรบินสันของไทย ฯลฯ
การแข่งขันในตลาดค้าปลีกสมัยใหม่เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยห้างโคออปมาร์ทเดิมเน้นธุรกิจร้านซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง แต่ต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญคือ ห้างบิ๊กซี ซึ่งเข้ามาทำธุรกิจในเวียดนามเมื่อปี 2541 โดยเน้นเปิดร้านขนาดใหญ่กว่าในลักษณะซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทำให้ในระยะหลังห้างโคออปมาร์ทต้องหันมาเปิดห้างขนาดใหญ่บ้าง และล่าสุดได้เปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่แห่งแรกดำเนินการในนามเซนส์ซิตี เมื่อเดือน ม.ค. 2557 ที่นครก่นเธอ ขนาด 2 หมื่น ตร.ม.
ส่วนบิ๊กซีที่เดิมเน้นทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงนำเข้าจากต่างประเทศโดยมีราคาเท่ากันหรือแพงกว่าของห้างโคออปมาร์ทเล็กน้อย แต่ธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก ดังนั้นในปี 2548 ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่เช่นเดียวกัน โดยหันมาเน้นขายของถูกในลักษณะลดแลกแจกแถม ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมาก ปัจจุบันขยายสาขากว่า 20 แห่ง
การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกห้างขนาดใหญ่จะทวีความเข้มข้นขึ้นมากในอนาคต โดยห้างอีออนของญี่ปุ่นกำลังก่อสร้างศูนย์การค้าโดยมีเป้าหมายเปิด 20 แห่ง ภายในปี 2563 ขณะที่บริษัท ล็อตเต้ ของเกาหลีใต้กำหนดให้เวียดนามเป็นเป้าหมายหลักสำหรับการลงทุนในอนาคต โดยจะเพิ่มห้างล็อตเต้มาร์ทเป็น 60 แห่ง ภายในปี 2563
เป้าหมายการแข่งขันต่อไปคือ ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งนับเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม ปัจจุบันมีผู้แข่งขันสำคัญคือ ร้านช็อปแอนด์โกของสิงคโปร์ ร้านเซอร์เคิลเคของสหรัฐ ร้านบีสมาร์ทของเครือเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของไทย ร้านแฟมิลี่มาร์ทของญี่ปุ่น ร้านมินิสต็อป ซึ่งเป็นกิจการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทเวียดนามและห้างอีออนของญี่ปุ่น ร้านบิ๊กซีเอ็กซ์เพรสของฝรั่งเศส โดยแต่ละแห่งมีสาขาไม่มากนัก แต่กำลังเพิ่มจำนวนสาขาอย่างรวดเร็วมาก ทั้งนี้คาดว่าอีกไม่นานห้างเซเว่นอีเลฟเว่น จะเข้ามาร่วมแข่งขันด้วย ซึ่งจะยิ่งทำให้การแข่งขันทวีความเข้มข้นขึ้นมาก
ขณะเดียวกัน จากการที่ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวียดนาม โดยบางแห่งเป็นของคนไทย ซึ่งทำให้ง่ายกว่าในการเจรจาทำธุรกิจ จึงนับเป็นช่องทางสำคัญในการจำหน่ายสินค้าในเวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากการกระจายสินค้าจะง่ายขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่องทางตลาดเดิมที่ผ่านร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ซึ่งต้องมีตัวแทนจำหน่ายและต้องผ่านพ่อค้าคนกลางจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นห้างเหล่านี้ก็นิยมจำหน่ายสินค้าจากประเทศไทยอยู่แล้ว เนื่องจากมีภาพลักษณ์ว่ามีคุณภาพดีและราคาสมเหตุสมผล และยังทำให้ภาพลักษณ์ของห้างเหล่านี้ดีขึ้นด้วย







